ชีวิต..วัยอ่อน

                Camera 360
แม่เคยเปรยๆฟังว่า..ผมเป็นคนเดนตาย ไม่นึกว่าจะเรียนเก่ง แม่เล่าว่า ผมมีพี่สาวหนึ่งคน เกิดปีมะเมีย แต่พี่สาวอายุได้ 9 เดือน ก็เสียวชวิต ผมเลยกลายเป็นลูกคนโต แต่ก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร ลงเรือยนต์ไปหาหมอที่ตลาดบางลี่ ใช้เวลานานนับชั่วโมง  หมอหลวงไม่รับรักษา แม่บอกว่า แม่ทำใจแล้ว พาลูกกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง อาการคือร้องและบิดตัวเป็นเกลียว เมื่อมาถึงบ้าน ย่าบอกว่า ไหนๆก็มันจะตายแล้ว ขอกูกวาดยาสักที ย่าเป็นแพทย์แผนไทย มีความสามารถในการกวาดยาเด็ก ยาที่ใช้กวาดคือ ยาเขียวแท่งทอง สุดท้ายผมก็หายป่วยจากโรคประหลาดด้วยการกวาดย่าของย่าเพียงครั้งเดียว เมื่อผมหายดีแล้ว ย่าก็บอกให้แม่หย่านมผม แม่เล่าว่าผมเลิกนมยากมาก ไม่ว่าแม่จะหาอะไรที่ขมแสนขมมาทาหัวนม ผมก็ดูดได้ ไม่ยอมหย่านม แม่เพียรพยายามอยู่นานนับเดือน สุดท้ายผมก็ยอมหย่านมในที่สุด (แม่เป็นคนที่มีนมเป็นงาแซง เลีย้งลูกด้วยนมไม่ได้ ลูกจะไม่สบาย ย่าต้องทำพิธีตัดด้วยไสยาศาสตร์) เมื่อหย่านมแล้ว ย่าก็บอกกับแม่ว่า “อีหนูเอ้ย ..มึงจะไปไหนก็ไป ลูกมึงกูเลี้ยงเอง”

                  แม่..จำใจต้องทิ้งลูก ..มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ตามไปสมทบกับพ่อที่เข้าไปทำงานที่เมืองกรุงก่อนหน้านี้แล้ว และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้น..ของเด็กไร้พ่อ ไร้แม่ หลังจากนั้น ผมก็เติบโตมาด้วยการฟูมฟักของย่า ภาพช่วงนี้ไม่มีใครเล่าให้ผมฟังว่าเป็นเช่นไร ทราบแต่เพียงเลาๆว่า พ่อกับแม่หายเข้ากรุงเทพฯไปเป็นปีๆ ไม่ได้กลับมาดูแลผมเลย
การเดินทางเข้ากรุงเทพสมัยนั้น เท่าที่ผมได้สัมผัสเมื่อพอจำความได้นั้น นับว่าเป็นการเดินทางที่ลำบากมาก การจะเข้ากรุงเทพฯ มาได้ 2 ทาง คือทางรถยนต์ ต้องมาขึ้นรถยนต์ประจำทางที่ตลาดบางลี่ รถยนต์จะวิ่งจากตลาดบางลี่มาที่บ้านหนองวัลย์เปรียงทางเป็นถนนลูกรัง ระยะทางสิบกว่ากิโลเมตร จากหนองวัลย์เปรียง รถต้องวิ่งมาตามถนนมาลัยแมน ผ่านจังหวัดนครปฐม และมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯผ่านสวนสามพราน อ้อมน้อย บางแค และมาถึงสถานีขนส่งสายใต้ (สมัยนั้นเรียกว่า สายแยกไฟฉาย)
อีกเส้นทางหนึ่งก็คือ มาทางเรือ ซึ่งไปได้สองทาง คือมาทางอำเภอบางปลาม้า และทางอำเภอสองพี่น้อง เส้นทางนี้ผมไม่ค่อยชัดเจน ทราบแต่เพียงว่า ต้องผ่านประตูน้ำ ต้องรอให้ประตูน้ำทำการปรับระดับน้ำในประตูน้ำให้เท่ากับระดับน้ำด้านเหนือน้ำแล้วให้เรือเข้าออก หลังจากนั้นก้ปรับระดับน้ำในประตูน้ำให้เท่ากับท้ายน้ำและให้เรือเข้าออก จะเสียเวลาตรงนี้มาก (ปัจจุบัน เส้นทางน้ำเหล่านี้ ไม่มีคนใช้แล้ว เพราะการจราจรทางบกสะดวกและเร็วกว่า ..แต่เส้นทางที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯจะใช้ลำน้ำสองถึงสามสาย เช่นแม่น้ำสุพรรณ เชื่อมต่อแม่น้ำเจ้าพระยา ออกไปทางอำเภอเสนา อีกเส้นอาจไปทะลุแม่น้ำท่าจีนและมีคลองลัดเลาะไปออกเจ้าพระยาแถวไหนสักแห่ง เช่นออกบางบัวทองนนทบุรี เป็นต้น)
จำได้ไม่ค่อยแน่ชัดว่า เวลาผ่านไปเนิ่นนานอย่างไร..มาเริ่มจำความได้แน่ชัดตอนที่พ่อกับแม่ กลับมาจากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่บ้านย่า..ไม่นาน ก็พาผมและน้อง คนที่อายุไร่เรียกัน ลงเรือหาปลาเรื่อยมาจนถึงอำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา และได้มาปักหลักที่วัดพระแม่มารีประสิทธิ์ เจ้าเจ็ด พ่อไปรับจ้างที่อู่ต่อเรือบ้าง เฝ้าบ่อปลาบ้าง..พ่อเป็นช่างไม้ที่มีฝีมือคนหนึ่งทีเดียว แต่นิสัยเดิมของพ่อก้ไม่เคยเปลี่ยน คือ การดื่มสุรา และชอบเล่นการพนัน ซึ่งทำให้มีปัญหากับแม่และลูกๆตลอดมา มาอยู่อยุธยา แม่มีน้องอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง เจ้าของบ่อปลาให้พ่อไปเฝ้าบ่อปลาเพราะมีคนมาหาปลาในบ่อที่ล่อปลาไว้ พ่อเลยพาครอบครัวไปปลูกกระต๊อบที่บนคันบ่อ ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนมาก จำได้ว่ากลางทุ่ง ไม่มีบ้านผู้คน กลางคืนพ่อก้ไปรับจ้างที่โรงงานฆ่าสัตว์(โรงหมู) จริงๆพ่อเป็นคนขยัน ไม่เคยอยู่นิ่ง แต่เงินไม่เหลือ ซึ่งทำให้ครอบครัวเดือดร้อนอยู่เนืองๆ ผมเริ่มเข้าเรียน ในสมัยนั้นเรียกว่า ชั้น ป.เตรียม ยุคนั้นยังใช้กระดานชนวน ผมเริ่มรักการเรียน แต่เนื่องจากปัญหาพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน การเดินทางไปโรงเรียนนั้นค่อนข้างลำบาก บางวันผมต้องเดินลัดเลาะไปตามคันนา เมื่อเดินลงจากคันบ่อเข้าเขตทุ่งนา ก็จะมองไม่เห็นแล้ว เพราะผมตัวเล็กนิดเดียว สูงไม่พ้นต้นข้าว นับว่าเป็นประสบการณ์เสี่ยงเสียวในวัยเด็ก พอไปถึงต้องอาศัยคนแถวชายฝั่งคลองที่อยู่ตรงข้ามกับกับโรงเรียน เขาสงสารพายเรือไปส่งให้ (นี่คือน้ำใจ ของคนในชนบท จะเอื้อเฟื้อ โดยเฉพาะกับเด็กตัวเล็กๆ) เป็นอย่างนี้อยู่ระยะหนึ่ง แม่สงสารเลยไปติดต่อกับบาทหลวง เพื่อให้ลูกลงเรือของโรงเรียนกลับบ้าน (เสียเงิน) แม่จึงต้องหาอาชีพเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายทั้งในครัวเรือน ค่าเล่าเรียน และอื่นๆ แม่เป็นคนขยันเช่นกัน แม่จะปลูกฝักกะเฉด ผักบุ้ง เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เย็บแห และก็หาปลา(ทอดแห)กับพ่อ..ชีวิตน่าจะไปได้สวย
การเดินทางไปโรงเรียนของผมสะดวกขึ้น เช้าแม่จะพายเรือออกมารอเรือที่มารับนักเรียน เย็นแม่จะมารอรับที่ท่าน้ำโรงสีข้าว แต่ก็ต้องมีอุปสรรคอีกจนได้ เพราะที่โรงสีนี้ มีสุนัขดุมาก…วันหนึ่ง แม่ออกมารับช้ากว่าเรือที่มาส่ง ฉันต้องขึ้นบนท่าน้ำเพื่อรอแม่ ในขณะที่แม่กำลังพายเรือจะถึงท่าน้ำนั้น บังเอิญสุนัขเห็นผมเข้า มันวิ่งกรูเข้าหาผม..หมายจะขย้ำ.. ผมเหลือบมองเห็นแม่จ้ำเรือมาอย่างเร็ว..ชิงจังหวะกับสุนัข โดยมีผมเป้นเดิมพัน  ด้วยความรักของแม่ แม่ถึงตัวผมก่อน แม่โผจากเรือเพื่อฉวยตัวผมให้พ้นจากเขี้ยวสุนัข..ในขณะที่แม่ก้าวจากเรือนั้น ด้วยอารามรีบร้อนทำให้กระดานปูพื้นเรือพลิก และแม่ก็เสียหลักก้นกระแทก แต่แม่ก็ยังฝืนเอื้อมมือมาคว้าตัวฉันลงเรือก่อนที่ฝูงสุนัขจะมาถึง ..ผมรอดพ้นจากอันตราย ..แต่แม่ต้องแท้งน้องที่อยู่ในท้องซึ่งใกล้คลอดแล้ว…โชคดี..ที่แม่ปลอดภัย..น้องเสียในท้อง..แม่เล่าให้ฟังว่า..น้องคงมือหลุดจากรกตอนที่แม่ก้นกระแทก แม่รู้สึกได้ว่าน้องจะไม่ค่อยดิ้นและมีอาการเหมือนคนค่อยๆหมดแรงคือดิ้นค่อยลง ช้าลง และก็หยุดไปเลย แม่คลอดกับหมอตำแย..ศพของน้อง..พ่อพาไปฝัง บนคันบ่อ ไม่ใกล้จากที่พักของพวกเรานัก กลัวไหม..สมัยเด็กๆเราก็กลัว โดยเฉพาะเวลากลางคืน มองไปทางไหนมีแต่ความมืดมิด ไม่มีแสงไฟเหมือนปัจจุบัน จะมีบ้างบางคืนที่มีแสงเดือน แสงดาว แต่ผมก็เด็กเกินกว่าจะทำอะไรได้…

                    ที่นี่ …มีประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม เมื่อก่อนท้องทุ่งอยุธยา สุพรรณบุรี จะมีฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมเจิ่งนองไปหมด มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ผืนน้ำ ฉะนั้นบ้านเรือนในสมัยก่อน จึงยกใต้ถุนสูง บรรไดบ้าน 7 – 9 ขั้น และในฤดุน้ำหลากก็ก่อให้เกิดอาชีพต่างๆนาๆ เช่น การทอดแหหาปลา การตกปลาในท้องทุ่ง การหาสายบัว และที่กระต๊อบที่พวกเราอยู่ ก็ไม่พ้นจากวังวนนี้ ที่จำได้ในตอนนั้น ผมมีน้องสาวสองคน คนโตอายุห่างจากผม 4 ปี ส่วนคนเล็กห่างจากผม 5 ปี วันนั้นพ่อแม่ออกหาปลาและพาน้องสาวคนเล็กไปด้วย ผมเลยต้องอยู่บ้านกับน้องสาวคนโต ในวัยขณะนั้น ผมเองเพิ่งหัดว่ายน้ำ โดยแม่เก็บโสนหางไก่มาขดเป็นวงเหมือนห่วงยางให้ผมได้ฝึก เล่นเสร็จก็โยนไว้บนหลังคาหน้าบ้าน เมื่อพ่อกับแม่ไปหาปลาได้ไม่นาน น้องสาวตัวดี ด้วยความซนและพิเรน ก็เดินย่องลงเรืออีกลำ เพื่อจะไปถ่ายทุกข์ เรือลำนี้ เป็นลำที่แม่พายไปรับผมกลับจากโรงเรียน ซึ่งท้ายเรือจะรั่ว เมื่อน้องสาวผมไปนั่งที่ท้ายเรือ น้ำจึงรั่วเข้าเรือ ประกอบกับในเรือมีน้ำอยู่บ้างแล้ว น้ำจึงไหลไปรวมกันที่ท้ายเรือ ผมตะโกนบอกกับน้องสาวว่าให้วิ่งกลับมาที่หัวเรือ แต่ด้วยความแก่นแสนซน เธอไม่เชื่อ กลับนั่งทำหน้าตาเฉย ผมอยู่บนบ้านเห็นว่าเรือ ต้องจมแน่นอนแล้ว ปากก็ตะโกนเรียก ไม่ว่าผมจะตะโกนสักเท่าใด น้องสาวตัวดีก็ยังทำหน้าทะเล้นอยู่ท้ายเรือ ด้วยความรักและเป็นห่วงน้อง หันซ้ายหันขวา นึกได้ว่ามีโสนหางไก่อยู่บนหลังคา จึงรีบวิ่งไปคว้ามาสวมตัวและกระโดดลงน้ำรีบว่ายไปที่น้อง (เรือเริ่มจมแล้ว) เมื่อผมไปถึงน้องสาวก็จมน้ำพอดี ผมคว้ามือเธอไว้ได้ทันเวลา พอโผล่พ้นน้ำก็แหกปากจ้า…ร้องกันอยู่ตรงนั้น กอดผมแน่น ผมก็ได้แต่ประคองตัว ลอยเท้งเต้งอยู่ตรงนั้นไม่สามารถพาน้องขึ้นจากน้ำได้ โชคดีมีคนหาสายบัวถ่อเรือผ่านมา ได้ยินเสียงพวกเรา จึงแวะเข้ามาดู และนำเราขึ้นจากน้ำ แล้วแกก็จากไป …ประสบการณ์ครั้งนั้น เลยทำให้ผมว่ายน้ำได้เก่งขึ้น…

เมื่อน้ำลด พ่อก็ตัดสินใจ อพยพลูกเมียกลับคืน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี อีกครั้ง ผมพายเรือเป็นแล้ว ถึงแม้จะไม่แข็งแรง แต่ก็พอช่วยแบ่งเบายามที่น้องโยเย ผมพายเรือให้พ่อทอดแหหาปลามาขาย(สมัยนั้นจะมีที่รับซื้อปลาตลอดเส้นทาง ซึ่งเขาจะแปรรูปเป็นปลาย่างบ้าง ปลาร้าบ้าง) เหลือก็ได้กิน ในขณะเดินทางกลับสุพรรณ จำได้ว่าบางครั้งเราพายเรือทวนน้ำ ต้านลมไม่ไหว พ่อใช้วิธีลากจูง โดยพ่อจะขึ้นเดินบนตลิ่ง แล้วใช้เชือกลาก โดยให้เราคัดท้าย (คลองขุดใหม่ยังไม่มีบ้านเรือน จึงเดินได้) เรากินนอนกันบนเรือ (เป็นเรืออีแปะ บางคนเรียกเรือหมู พ่อทำประทุน สำหรับกันแดด กันฝน และหลับนอน ยามค่ำคืน) รอนแรมกันนานนับเดือน สุดท้ายก็กลับถึงบ้านเกิดที่สุพรรณอีกครั้ง…
ผมได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวัดบางบอน เป็นวัดที่อยู่ใกล้กับบ้านย่ามากที่สุด อยู่กันคนละฟากคลอง เวลาไปโรงเรียนต้องมีคนพายเรือข้ามไปส่ง หรือไม่ก็ต้องพายเรือไปจอดไว้อีกฟากคลอง (ผมเลยพายเรือ ว่ายน้ำชำนาญ) แล้วต้องเดินผ่านหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนา กว่าจะถึงโรงเรียน สัก สี่ห้า กิโลเมตร เห็นจะได้ แต่อุปสรรคที่สำคัญก็คือ ฝูงหมา ผมจะกลัวหมามาก ต้องรีบเดินให้ทัน หรือไม่ก็ต้องรอเพื่อนร่วมทาง ถ้าไปคนเดียว ฝูงหมามหาประลัย มันจะไล่กัดจนตกท้องร่องท้องคู

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s