วิกฤตคน วิกฤตชาติ

 กลางเดือนตุลาคม 2554 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก เรื่องลงมาตั้งแต่ภาคเหนือ และรุกรามเรื่อยลงมาภาคกลาง และท้ายสุดจนสิ้นเดือนตุลาคม ต่อถึงเดือนพฤศจิกายน น้ำกำลังโจมตีกรุงเทพมหานคร อันเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  ภาพมหาอุทกภัยถูกเผยแพร่ไปทั่ว ภาพของคนที่ต้องอพยพทิ้งบ้านเรือน หนีน้ำกันจ้าละหวั่น ภาพคนแก่ เด็กเล็ก คนป่วย สัตว์เลี้ยง ที่ต้องผจญกับน้ำ มีบ้างบางคนที่ไม่ยอมสละบ้านเรือน เพราะห่วงสมบัติที่อาจจะถูกพวกมิจฉาชีพ ถือโอกาส เป็นเวลานับเดือนที่ภาพโกลาหล เหล่านี้มีให้เห็นทางหน้าสื่อหังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ แม้กระทั่งสื่อสังคมออนไลน์ ข่าวการป้องกันน้ำไม่ให้เข้าเมืองหลวงจากจุดต่างๆ ที่เป็นทั่งข่าวที่ให้ความหวัง และข่าวที่ดูเหมือนจะสิ้นหวัง มีรายงานให้ทราบตลอดทั้งวัน ภาพข่าวของการประท้วงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าความไม่พอใจในการกักกันน้ำ แล้วส่งผลกระทบต่อชุมชน ภาพข่าวของการรื้อทำลายพนังกันน้ำ ภาพข่าวของการเจาะทำลายประตูระบายน้ำ การประท้วงเรื่องระดับการยกบานเปิดปิดประตูระบายน้ำ มีให้เห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ในขณะที่หน่วยงานของรัฐก็พยายามปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเหนื่อยยาก ไม่ว่าจะเป้น ศปภ. หรือ กทม. ต่างก็ทำงานตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ท่ามกลางข่าวลือต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนของนักการเมือง ที่พยายามสร้างความบอบช้ำให้กับประเทศก็ดี ความขัดแย้งของรัฐบาลกับฝ่ายค้านก็ดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด จะเป็นเพราะภัยธรรมชาติที่มันบังเอิญเกิดในช่วงนี้ และมีความรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือเป็นความจงใจเอาธรรมชาติเป็นเครื่องมือทางการเมือง ก็สุดแล้วแต่ คนที่รับชะตากรรมอย่างเต็มๆ ก็คือประชาชน ทุกคนที่อยู่บนเส้นทางเดินของน้ำ ล้วนต้องประสบกับความทุกข์ยาก เดือนร้อน หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีอาหาร ขาดน้ำ ขาดยา ขาดที่ถ่ายทุกข์ ถนนหนทางถูกตัดขาด การสัญจรไปมายากแค้นแสนสาหัส

       ท่ามกลางความสับสน เรายังเห็นน้ำใจคนไทย ที่ไม่ทดทิ้งกัน มีหลายกลุ่ม หลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร สื่อมวลชน มูลนิธิ เอกชน ที่เสียสละทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังสติปัญญา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตั้งแต่หน่วยป้องกันนำ้ำท่วม ก็จะมีอาสาสมัครช่วยกันผลิตกระสอบทราย  ช่วยกันสร้างพนังกันน้ำ หน่วยช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็จะมีอาสาสมัครทั้งทหาร พลเรือน เอกชน มูลนิธิ ต่างๆ ที่มีศักยภาพ ช่วยกันลำเลียงผู้ประสบภัย ไปอยู่ในที่ปลอดภัย หรือเชื่อว่าปลอดภัย นอกจากนี้ก็ยังมีผู้เข้าไปช่วยเหลือส่งน้ำ อาหาร และของอุปโภค บริโภคที่จำเป็นตามอาคารบ้านเรือน หมู่บ้านต่างๆ ที่มีผู้ที่ติดค้างไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทัน และผู้ที่ตั้งใจไม่เคลื่อนย้าย เนื่องจากเป็นห่วงทรัพย์สิน ส่วนผู้ที่ไม่มีศักยภาพที่เข้าไปช่วยเหลือได้ ก็ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวสาร อาหารแห้ง ไปยังหน่วยงานที่รับบริจาค ซึ่งก็มากพอที่จะช่วยประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ยังเป็นที่น่าวิตกว่า การบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบของรัฐบาล จะทำให้มีช่องว่าง ในการดูแลช่วยเหลือ ทำให้ไม่ทั่วถึง ยังมีคนตกสำรวจที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ อีกเป็นจำนวนมาก

      จากภาพข่าวในแต่ละวัน จะเห็นว่ามีการค้นพบ สถานที่ หรือบุคคล ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก บางคนแก่เฒ่า บางคนเจ็บป่วย บางคนติดเกาะ ทำให้มองเห็นว่าประสิทธิภาพในการช่วยเหลือของภาครัฐค่องข้างอ่อนด้อย ไม่มีข้อมูลมากพอที่จะใช้เป็นฐานในการให้ความช่วยเหลือ  และก็น่าคิดเป็นอย่างมากว่า ผู้แทนราษฎร ที่เข้าไปเดินขอคะแนนเสียงจากพ่อแม่พี่น้อง เมื่อคราวเลือกตั้ง หายหน้าไปไหนหมด คุณมีข้อมูลในมือหรือไม่ คุณคิดถึงผู้ประสบภัยที่เป็นผู้มีพระคุณกับคุณ คุณลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นมากพอหรือยัง สส. 500 คน ที่รัฐบาลชุดก่อนพยายามผลักดันให้มี ได้ทำหน้าที่กันบ้างหรือเปล่า สส.ยังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ว่าเป็นฝ่ายค้านไม่มีหน้าที่ ให้รัฐบาลทำไป ..คุณคิดกันอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าพวกคุณไม่เล่นการเมืองกันมากเกินไป คุณทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ได้รับชะตากรรม ที่เป็นผลพวงจากการบริหารประเทศ แหละ หมักหมมกันมาช้านาน นั่นแหละ มาบัดนี้ แม้แต่ธรรมชาติก็ยังทนไม่ไหวที่พวกคุณย่ำยี จึงสั่งสอนให้รู้สึก แต่มันเป็นการสั่งสอนที่ได้ผลกระทบกันทั่วหน้า ไม่ว่า คนจน คนรวย ยาจก เศรษฐี  บ้านกระตอบ เพิงพักที่ไร้ราคาค่างวด กับคฤหาสน์ ร้อยล้าน ก็มีสภาพเดียวกัน…  นี่กระมัง ที่พระท่านว่า อนิจจัง  อะไรก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือ คำที่ว่า  เกิดมี ตั้งอยู่ ดับไป  เป็นธรรมดา

      ในความสับสนอีก เช่นกัน ก็ยังมีเปรตเดินดิน กินเงินหลวง หวงอำนาจ ขาดสติ พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วงชิงโอกาสสร้างภาพให้กลุ่ม ให้พวก แม้แต่นักโทษการเมืองที่รอโอกาสกลับมาย่ำยีประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของพรรคเพื่อไทย โดยการยักยอก กักตุนของที่ได้รับบริจาคมาจากพี่น้องประชาชน แล้วนำมาแปรรูป เปลี่ยนสลาก โฆษณา หาเสียง ให้กับรัฐบาล ให้กับคนที่ชื่อทักษิณ มันเอาสมองส่วนไหนคิด แม้กระทั่งการแจกจ่ายถุงยังชีพ ก็ยังมีการแบ่งกลุ่ม แบ่งพวก ถ้ามันไม่ชั่วตั้งแต่ DNA แล้วละก็ มันคงไม่กะทำการเยี่ยงนี้ บนความทุกร้อนของประชาชน มันไอ้อี ผู้มีจิตใจต่ำช้าเลวทราม ยังมีแก่ใจแบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งสี แบ่งก๊ก  สาธุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้พวกเขาได้รับกรรมเร็ววันด้วยเถิด

      กรุงเทพ ฯ ไม่ใช่ประเทศไทย แต่กรุงเทพฯ ก็เป็นแหล่งหลอมลวมผู้คนจากทุกภูมิภาค จากภาวะวิกฤตน้ำท่วมในคราวนี้ เมื่อถอยหลังออกมามอง ทำให้มองเห็นสัจจะธรรมของมนุษย์หลายเรื่อง โดยสามารถแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆก่อน คือ ฝ่ายธรรม กับฝ่ายอธรรม หรือฝ่ายกระทำและถูกกระทำ ฝ่ายให้กับฝ่ายรับ  ฝ่ายสร้างกับฝ่ายทำลาย ฝ่ายคิดกับฝ่ายทำ ไม่ว่าจะฝ่ายไหนๆ ล้วนแสดงให้เห็นทาสแท้ของความเป็นไทยอย่างชัดเจน คือ คนไทยขาดวินัย

        อาจกล่าวได้ว่า วินัย เป็นศูนย์รวมของคุณลักษณะนิสัย ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณธรรม จริยธรรม  ล้วนมีรากฐานจากคำว่าวินัยทั้งสิ้น  ความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุอุกทกภัยในคราวนี้ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความระเบียบเรียบร้อยในการรับของบริจาค การเสียสละเพื่อส่วนรวม ความอดทนอดกลั้น ความมักมากอยากได้ การเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ การฉ้อฉล และฉกฉวยโอกาส  ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณลักษณะที่อยู่บนรากฐานของวินัยทั้งสิ้น  ภาพข่าวที่ถูกแพร่ไปทั่วโลก ก็เป็นที่กล่าวขานและถูกนำมาเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นเมื่อคราวเกิดซึนามิ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอารยธรรมโดยแท้ เขามีการเข้าแถวรับสิ่งของบริจาค ไม่มีการแย่งทึ้ง เหมือนคนไทย  เข้าแถวรอคอยด้วยความอดทน ได้รับแล้วก็รู้จักพอ เพื่อกระจายให้คนอื่นได้บ้าง ไม่มีการร้องแรกแหกกระเฌอ โวยวาย ว่าไม่มีใครช่วย ไม่มีใครดูแล แต่เขากลับอยู่ในอาการสงบ ช่วยเหลือตัวเองกันไปก่อน เพราะมันเป็นภัยธรรมชาติ ทุกคนก็ได้รับความเดือดร้อน เหมือนๆกัน สิ่งเหล่านี้ก็พอจะสรุปให้เห็นคนทั้งสองกลุ่มว่าแตกต่างกันอย่างไร ไม่ต้องถามว่าทำไมประเทศเขาจึงสามารถพัฒนาได้อย่างเร็ว เพราะเขามีวินัย รู้จักกาละเทศะ รู้จักรอ รู้จักหน้าที่ เขาเชื่อผู้ปกครอง ไม่แหกคอกแหกเล้าเอาแต่ใจเหมือนคนไทย ไม่มีการประท้วงทวงสิทธิ หรือการใช้อำนาจบาตรใหญ่ และผู้นำเขาก็มีจรรยาบรรณ แม้ความผิดเพียงเล็กน้อย เขาก็รู้จักละอาย แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก บ้านเรามีไหม… ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง หายากมาก ซึ่งก็ผิดกับบ้านเราอยู่ดี การฉ้อราษฎร์บังหลัง กลายเป็นประเพณี ผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง ไร้ยางอาย ไร้ความรู้สึก มีการประท้วงขับไล่แล้วยังไม่ยอม …

      มีหลายคนตั้งประเด็นว่า  อุทกภัยในครั้งนี้ ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นเพราะฝีมือของนักการเมือง ที่พยายามสร้างสถานการณ์เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวาย ความเสียหายในบ้านเมือง แล้วก็ฉวยโอกาส เอาสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน มาสร้างคะแนนนิยม พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ช่วยให้คนผิด หนีคดี..กลับมาประเทศไทย

         อีกเมื่อไร… ที่คนดีแห่งกรุงศรีอยุธยาจะกลับชาติมาเกิด เพื่อกอบกู้บ้านเมือง จะต้องรออีกสักเท่าไร ที่จะมีคนดีมาปกครองบ้านเมือง จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำเรามองเห็นว่าชาติไทยน่าจะล่มสลายแล้วกระมัง… คนที่มีอำนาจที่จะหยุดยั้งได้ ก้ไม่เห็นทำอะไร พูดจาก็อ้อมๆแอ้มๆ หลงระเริงในยศในตำแห่ง ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน ทั้งๆที่ตัวเองมีหน้าที่ที่ต้องกระทำ สังคมไทยเฉยเมย ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ปล่อยให้คนชั่วเหิมเกริม ทำอะไรตามใจชอบ ปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบัน ถามว่า..คนไทยทนเฉยได้อย่างไร ถ้าไม่ทำก็ถอยออกมาเสียเถิด… ให้คนที่เขาอยากทำ อยากปกป้อง อยากเห็นชาติไทยเดินหน้าอย่างสงบสุข ได้มีโอกาส หรือจะปล่อยให้บ้านเมืองเข้าสู่กลียุค

        นี่คือวิกฤตในชาติ  ถ้าปัญห่เหล่านี้ไม่ถูกกำจัด สักวันบ้านเมืองคงต้องลุกเป็นไฟอีกเป็นแน่ นักการเมืองที่หวังแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ  โปรดเตรียมตัว ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คาดว่า อาชีพนักการเมืองน่าจะถูกแขวนไปอีกนาน

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s