ความรู้เพิ่มเติม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรายงาน

         คำว่า “รายงาน” เป็นคำนาม แปลว่าเรื่องราวที่ไปศึกษาค้นคว้าแล้วนำมาเสนอที่ประชุม ครูอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชา เป็นต้น เป็นคำกริยา แปลว่า บอกเรื่องราวของการงาน เช่น รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ (อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย อ้างถึงใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 2546 : 953)

         รายงาน (report) เป็นเอกสารทางวิชาการที่นักศึกษารวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อให้เสริมความรู้และทักษะในรายวิชาที่กำลังศึกษาอยู่   (พูลสุข เอกไทยเจริญ 2551 : 2 อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 2539 : )

           รายงาน (report) คือรายงานที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหนังสือและเอกสารต่างๆ เป็นกิจกรรมประกอบการเรียนการสอนที่ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้เพิ่มเติมจากเนื้อหาที่เรียนในห้องเรียน และใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลของแต่ละรายวิชา ในหนึ่งรายวิชาอาจมีรายงานได้หลายเรื่อง การนำเสนออาจเป็นลายลักษณ์อักษรหรือรายงานปากเปล่าก็ได้แล้วแต่ผู้สอนกำหนด (อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย 2549 : 117-118)

            สรุปได้ว่ารายงานเป็นการนำเสนอเรื่องราวทางวิชาการซึ่งเป็นผลจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีระบบ มีการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และอ้างอิงหลักฐานที่มาอย่าง มีหลักเกณฑ์แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างมีขั้นตอน และเขียนหรือพิมพ์ให้ถูกต้องตามแบบแผนที่กำหนดถือว่ารายงานเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการศึกษา

ประเภทของรายงาน

รายงานโดยทั่วๆ ไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

          1. รายงานทั่วไป
2. รายงานทางวิชาการ

          1. รายงานทั่วไป เป็นรายงานที่เสนอข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับองค์การสถาบันหรือข้อคิดเห็นของบุคคล ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ สถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว หรือกำลังดำเนินการอยู่ หรือจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ได้แก่
1.1 รายงานทางวิชาการ เช่น รายงานแสดงผลงาน เป็นรายงานซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่รายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงานหรือผู้สนใจทราบ ข้อเขียนที่เป็นคำกล่าวรายงานในพิธีเปิด-ปิดการอบรมสัมมนา การแข่งขันกีฬา การประกวด ฯลฯ เป็นการรายงานให้ทราบถึงความเป็นมาของงาน การดำเนินงาน ผู้ร่วมงาน กำหนดระยะเวลาของงาน และลงท้ายด้วยการเชิญประธานในพิธีกล่าวเปิดหรือปิดงาน
1.2 รายงานการประชุม เป็นคำนามแปลว่า รายละเอียดหรือสาระของการประชุมที่จดไว้เป็นทางการ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 2546 : 953) เป็นการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่องค์ประชุมกล่าวถึงตั้งแต่เริ่มประชุมจนสิ้นสุดการประชุม และต้องนำรายงานนี้เสนอให้ที่ประชุมรับรองในการประชุมครั้งต่อไป รายงานการประชุมเป็นเอกสารที่ใช้อ้างอิงได้จึงต้องใช้ภาษาเป็นทางการ กระชับ รัดกุม และชัดเจน
1.3 รายงานข่าว คือ การรายงานโดยใช้วิธีเขียนหรือพูด เพื่อรายงานเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้รายงานได้แก่ นักหนังสือพิมพ์ นักจัดรายการวิทยุ ผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ ฯลฯ
1.4 รายงานเหตุการณ์ เป็นรายงานซึ่งเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นผู้รายงานเพื่อบอกเรื่องราวเหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นอยู่หรือเกิดขึ้นในขณะนั้นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้เกี่ยวข้องทราบ ได้แก่ รายงานการอยู่เวรรักษาการณ์ รายงานอุบัติเหตุรถชนกัน รายงานเกิดเหตุเพลิงไหม้ เป็นต้น ซึ่งส่วนมากเป็นการเขียนรายงานอย่างสั้น เป็นการเขียนที่เน้นข้อเท็จจริง และความถูกต้องของข้อมูล ภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาทางการหรือถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ กะทัดรัด ชัดเจน ตรงประเด็น และคงเส้นคงวา

          2. รายงานทางวิชาการ คือรายงานผลของการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมุ่งเสนอผลที่ได้ตามความเป็นจริงซึ่งต้องทาตามขั้นตอน มีระบบ มีระเบียบแบบแผนที่เป็นสากล โดยมีหลักฐานและการอ้างอิงประกอบแล้วเขียนหรือพิมพ์ให้ถูกต้องตามรูปแบบที่สถาบันนั้นๆ กำหนด และถือว่ารายงานเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการเรียนการสอนของวิชานั้นๆ ด้วย
วัตถุประสงค์ และความสำคัญของรายงานทางวิชาการ
รายงานมีความสำคัญต่อผู้ศึกษา ดังต่อไปนี้

         1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ในเรื่องที่ สนใจได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง
2. ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักแหล่งข้อมูลต่างๆ และเกิดทักษะรู้วิธีการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้อย่างถูกวิธี
3. ช่วยฝึกทักษะด้านการอ่าน โดยอ่านได้เร็วอ่านแล้วสามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ สามารถสรุปได้ วิเคราะห์ได้ และจดบันทึกได้
4. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการเขียน สามารถสื่อความหมายโดยการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้ขั้นตอน รู้รูปแบบของการเขียนรายงานแล้วนาเอาหลักการและแบบแผนในการเขียนรายงานไปปรับใช้ในการเขียนงานทางวิชาการอื่นๆ ได้ เช่น ภาคนิพนธ์ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ ตำรา เป็นต้น
5. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการคิด คือสามารถคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ โดยใช้ วิจารณญาณของตนเองแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลโดยมีหลักฐานอ้างอิงแล้วรวบรวมเรียบเรียง ข้อมูลความคิดที่ได้ให้เป็นเรื่องราวได้อย่างมีขั้นตอน มีระบบ เป็นระเบียบ
6. สามารถเขียนรายงานประกอบการเรียนได้อย่างถูกต้องตามแบบแผน และเป็นพื้นฐานใน การศึกษาขั้นสูงต่อไป
7. ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลของแต่ละวิชา


        ประเภทของรายงานทางวิชาการ

        ในการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลนั้นอาจเป็นการค้นคว้าจาก หนังสือ เอกสาร การสำรวจ การทดลอง การสังเกต การสัมภาษณ์ วิธีใดวิธีหนึ่ง หรืออาจใช้หลายวิธีประกอบกันก็ได้ในสถาบันการศึกษา นั้นการเขียนรายงานถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนโดย ผู้สอนอาจเป็นผู้กำหนดหัวข้อเรื่องที่จะทำรายงานได้ หรือให้ผู้เรียนเป็น ผู้เลือกหัวข้อเรื่องเอง การทำรายงานอาจทาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ขึ้นอยู่กับขอบเขตของ เรื่อง และระยะเวลาในการทำ รายงานวิชาการแบ่งประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1. รายงานการค้นคว้าทั่วไป แบ่งได้เป็น

         1.1 รายงาน (Report) เป็นผลการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ

ประกอบการเรียนในรายวิชา (ในรายวิชาหนึ่งอาจมีรายงานได้หลายเรื่อง) รายงานในวิชาใดจะมีเนื้อหาอยู่ในขอบข่ายวิชานั้น โดยอาจใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีประกอบกัน เช่น การศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร การสังเกต การทดลอง เป็นต้นในแง่การจัดทาอาจเป็นรายงานเดี่ยวหรือรายงานกลุ่มสำหรับความยาวของรายงานและกำหนดเวลาทาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขอบเขตของหัวข้อรายงานและการตกลงกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน โดยทั่วไปใช้เวลาน้อยกว่า 1 ภาคเรียน

         1.2 ภาคนิพนธ์ หรือรายงานประจำภาค (Term paper) มีลักษณะเช่นเดียวกับรายงานเพียงแต่เรื่องที่ใช้ทำภาคนิพนธ์จะมีขอบเขตกว้างและลึกซึ้งกว่า ใช้เวลาค้นคว้ามากกว่าความยาวของเนื้อหามากกว่า ดังนั้นผู้เรียนจึงมักจะได้รับมอบหมายให้ทาเพียงเรื่องเดียวในแต่ละรายวิชาต่อภาคการศึกษา

         2. รายงานการค้นคว้าวิจัย แบ่งได้เป็น

          2.1 รายงานการวิจัย (Research Report) เป็นการนาเสนอผลการศึกษาค้นคว้าและวิจัยในเรื่องหรือปัญหาเฉพาะที่ต้องการคาตอบหรือความรู้เพิ่มเติม ต้องมีความรู้ใหม่ที่ยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อน มีวิธีดำเนินการอย่างมีระเบียบ มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงหรือหลักการบางอย่าง

         2.2 วิทยานิพนธ์ หรือ ปริญญานิพนธ์ (Thesis or Dissertation) มีลักษณะเช่นเดียวกับรายงานการวิจัยและถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต เรียกว่า วิทยานิพนธ์ (Thesis) และปริญญาดุษฎีบัณฑิต เรียกว่า ปริญญานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์ หรือสาระนิพนธ์ (Dissertation) เป็นเรื่องทำเฉพาะบุคคลกำหนดเวลาทาไม่เกินระยะเวลาเรียนของหลักสูตรนั้น


ลักษณะของรายงานที่ดี

1. มีการนาหลักการและ/หรือทฤษฎีมาใช้อย่างเหมาะสมเนื่องจากในการศึกษาค้นคว้า จะต้องมีการวิเคราะห์เนื้อหา โดยมีหลักการหรือทฤษฎีมารองรับอย่างเหมาะสม หลักการหรือทฤษฎีดังกล่าวควรเป็นที่ยอมรับในแวดวงสาขาวิชาการนั้นๆ พอควรและตรงกับเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า

2. มีการแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม เช่น เสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีผู้ทำมาก่อน หรือเคยมีผู้ทาแต่ไม่ชัดเจนเพียงพอ

3. ความสมบูรณ์และความถูกต้องของเนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระต้องสมบูรณ์ตามชื่อเรื่องที่กำหนด และถูกต้องในข้อเท็จจริง การอ้างอิงที่มาหรือแหล่งค้นคว้าต้องถูกต้องเพื่อแสดงจรรยามารยาทของผู้เขียน และเป็นแหล่งชี้แนะให้ผู้สนใจได้ติดตามศึกษาค้นคว้าต่อไป การค้นคว้าควรศึกษามาจากหลายแหล่ง

4. ความชัดเจนของการเขียนรายงานจะต้องมีความชัดเจนในด้านลาดับการเสนอเรื่องมีความสามารถในการใช้ภาษา และการนาเสนอตาราง แผนภูมิ/ภาพประกอบทั้งนี้เพื่อให้การนาเสนอเนื้อหาชัดเจน เข้าใจง่าย เป็นระเบียบไม่ซ้ำซ้อนสับสน

การใช้ภาษาในการเขียนรายงาน

1. ควรใช้ภาษาหรือสานวนโวหารเป็นของตนเองที่เข้าใจง่ายและถูกต้อง

2. ใช้ประโยคสั้นๆ ให้ได้ใจความชัดเจน สมบูรณ์ ตรงไปตรงมาไม่วกวน

3. ใช้ภาษาที่เป็นทางการไม่ใช้ภาษาพูด คำผวน คำแสลง อักษรย่อ คำย่อ

4. ใช้คำที่มีความหมายชัดเจน ละเว้นการใช้ภาษาฟุ่มเฟือย การเล่นสำนวน

5. ระมัดระวังในเรื่องการสะกดคำ การแบ่งวรรคตอน

6. การแยกคำด้วยเหตุที่เนื้อที่ในบรรทัดไม่พอหรือหมดเนื้อที่ในหน้าที่นั้นเสียก่อน เช่น ไม่แยกคำว่า “ละเอียด” ออกเป็น “ละ” ในบรรทัดหนึ่งส่วน “ละเอียด” อยู่อีกบรรทัดต่อไปหรือหน้าต่อไป

7. การนำคำภาษาอังกฤษมาใช้ มีวิธีการดังนี้ ถ้าคานั้นรู้จักแพร่หลายในภาษาไทยให้เขียนเป็นภาษาไทยไม่ต้องมีคาภาษาอังกฤษกำกับ ถ้าเป็นคำใหม่หรือศัพท์วิชาการในการเขียนครั้งแรกให้กำกับภาษาอังกฤษไว้ในวงเล็บ ครั้งต่อๆ ไปไม่ต้องกำกับภาษาอังกฤษ

หลักการเขียนรายงานทางวิชาการ

สำหรับหลักการเขียนรายงานทางวิชาการ แยกได้เป็น 2 ชนิด

1. หลักการเขียนรายงานการค้นคว้าทั่วไป

2. หลักการเขียนรายงานค้นคว้าวิจัย

ขอขอบคุณ http://kroochat.igetweb.com/

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s