DSC08451

ทัวร์เหนือ

วันแรก..วันชื่น..คืนสุข 

  • หน้าโรงเรียนทุ่งสง เวลาประมาณตีสามกว่าๆ ของวันที่ 21 มกราคม 2555 รถทัวร์สองคันจอดสงบอยู่หน้าป้ายโรงเรียนทุ่งสง ริมถนน ไม่นานเริ่มมีผู้คนหอบข้าวของ กระเป๋าเดินทาง ต่างมารุมล้อม พร้อมส่งสำเนียงเสียงถามว่า คันหนึ่งหรือคันสอง ทุกคนมีสีหน้าแห่งความเปี่ยมสุข มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังและรอยยิ้ม ทุกอย่างสงบลงได้มื่อรถทัวร์เริ่มเคลื่อนตัวออกจากหน้าโรงเรียนเมื่อเวลาตีสี่กว่าๆ แต่ภายในรถทัวร์นี่สิ…ดูเหมือนว่าคณะจะมีความสมัครสมานกันดี ทุกคนมีสีหน้าที่กระตือรือร้น เสียงพูดคุยด้วยความยินดีปรีดา คณะเดินทางโดยรถทัวร์ที่มีสมรรถนะเป็นที่น่าเชื่อถือ และรูปโฉมที่งามสง่า ไม่ต้องอายใคร จุดรับคณะที่สองที่หน้าโรงเรียนชัยชุมพล ไม่มีใครทำให้คณะต้องล่าช้า คณะออกจากทุ่งสงเวลาประมาณเกือบตีห้า (เริ่มช้ากว่ากำหนด) มุ่งหน้าจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อพักแรมระหว่างทาง

      ด้วยอุปสรรคของสภาพถนนในเขตนครศรีธรรมราช ทำให้รถทัวร์ของคณะเราไม่สามารถทำเวลาได้ จึงทำให้คณะเราเริ่มล่าช้ากว่ากำหนดการมากขึ้น สังเกตได้จากเมื่อคณะหยุดเข้าห้องน้ำครั้งแรกที่บ้านนาเดิม รถทัวร์ใช้เวลามากกว่า สองชั่วโมง หลังจากปลดทุกข์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางต่อ เป้าหมายของอาหารเช้า อยู่ที่ร้านคุณสาหร่าย จังหวัดชุมพร เมื่อคณะมาถึงร้านอาหารคุณสาหร่าย เวลก็ล่วงเลยไปมาก คณะต้องเร่งรีบรับประทานอาหาร และเดินทางต่อ เริมมีการซื้อของขบเคี้ยวเพื่อกักตุน ไว้รับประทานระหว่างทาง อันเป็นนิสัยที่วางแผนล่วงหน้า ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยพื้นฐานของคนที่มีอาชีพครู เพราะครูจะทำการสอนต้องมีการวางแผน ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าคณะเดินทางของเราจะไม่มีการวางแผนเรื่องการกักตุนอาหาร ในระหว่างเดินทางก็มีการร้องเพลงกันไป นอนกันไป กินกันไป ตามอัตภาพ คณะแวะรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านแม่กิมไล้ที่ถนนบายพาสปราณบุรี-ชะอำ ใกล้ๆทางแยกเข้าวัดห้วยมงคล ผู้เขียนเดินทางขึ้นล่องบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยสักครั้งเดียวที่จะและรับประทานอาหารในละแวกนี้ และก็ต้องประสบกับความผิดหวังแก่คณะเดินทาง เพราะการให้บริการไม่เหมาะสำหรับคณะเดินทางจำนวนมาก และต้องผิดหวังมากไปกว่า ก็คือรสชาติของอาหาร นอกจากจะจืดชืดแล้วยังราคาค่อนข้างแพง (ราคาไม่สมดุลกับความอร่อย) เมื่อพบกับความผิดหวังอาหารมื้อเที่ยงแล้วเราก็ออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าสุพรรณบุรี โดยเดินทางผ่านจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี เลี้ยวซ้ายตามถนนมาลัยแมนถึงอำเภออู่ทอง เมื่อถึงจังหวัดสุพรรณบุรีก็มุ้งมิ้งแล้ว ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้คณะต้องรีบหาอะไรรับประทานและพักผ่อนนอนหลับ เพราะต้องเดินทางต่อแต่เช้า

ที่ระลึก ก่อนลา

        มีเกร็ดเกี่ยวกับผู้เขียนว่า ผู้เขียนเป็นคนจังหวัดสุพรรณโดยกำเนิด มีความคุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศพอประมาณ ไม่มากนัก เนื่องจากออกจากบ้านเกิดเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.ศ. 3) ประมาณปี พ.ศ. 2516 เมื่อเรียนจบก็ไม่ได้กลับมาตุภูมิเลย มาเที่ยวก็เพียงพาครอบครัวมาทางปทุมธานีบ้าง ทางบางบัวทองบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก จึงทำให้ขาดความชำนาญในพื้นที่ และยิ่งมาถึงสุพรรณบุรีตอนค่ำด้วยแล้วยิ่งทำให้มีสภาพเหมือนคนทั่วไป หลังจากที่เข้าที่พัก โรงแรมศรีอู่ทองแกรนด์ ที่นี่เราได้พบกับท่านผู้อำนวยการสนั่น พลรัฐธนาสิทธิ์ ซึ่งท่านเดินทางมาจากกรุงเทพฯโดยรถตู้ประจำทาง รวมทั้งอาจารย์เตือนใจ ศรีจันทร์ด้วย  อาหารมื้อเย็น คณะต้องออกไปหาทานกันเอง คณะก็แยกย้ายกระจัดกระจาย เพื่อหาร้านที่อยู่รอบๆ โรงแรม ซึ่งก็ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักนัก และก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากเลย หลายท่านก็เดินไปพบร้านอาหารถูกใจ หลายท่านก็ต้องผิดหวัง สำหรับคณะของผู้เขียน ได้ออกไปหาร้านอาหารรับประทาน พร้อมทั้งคณะของผู้อำนวยการ  แต่ด้วยความเหนื่อยล้าและความอบอ้าวผู้เขียนเลยไม่ได้ไปนั่งร่วมรับประทานอาหารกับคณะแต่ได้ไปซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อและเขา เวปมาให้กะว่าจะมารับประทานที่ห้องพัก แต่ดูนาฬิกาแล้วยังเหลือเวลาอีกนานที่ต้องรอคณะ เมื่อ เดินกลับมาถึงรถทัวร์ ก็เลยตัดสินใจเลือกฟุตบาท หน้ารถทัวร์เป็นที่รับประทานอาหาร อาหารคำแรกที่ถูกส่งเข้าปาก มันสร้างความรันทดให้กับผู้เขียนอย่างยากจะบรรยาย ไม่มีความอร่อยลิ้นเลยแม้สักนิดเดียว นึกในใจว่า “ทำไมชีวิตของเรามันบัดซบขนาดนี้วะ.” เงินก็ใช่ว่าจะไม่มี หาอะไรที่มันอร่อยกินสักหน่อยก็หาไม่ได้ แถมต้องมานั่งกินไปตบยุงไป บนฟุตบาทหน้ารถทัวร์ มันช่างน่าสมเพชกระไรเช่นนี้  แต่ด้วยความหิวและอ่อนเปลี้ยเพลียแรง จำต้องฝืนกินจนหมด..เฮ้อ..หนุ่มสุพรรณ..ฝันร้าย

วันที่สอง เชียงใหม่ในฝัน

  • เมื่อรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย ด้วยความคลาดเคลื่อนของการเดินทาง ต้องมีการปรับเปลี่ยแผนการเที่ยวตลอด ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางจากการเที่ยวตลาดสามชุกในตอนเย็นของวันแรกเมื่อมาถึงสุพรรณ เราเปลี่ยนมาแวะในเช้าวันอาทิตย์แทน น่าจะเป็นการแวะเพื่อเป็นการช้อปปิ้งอย่างเป็นทางการ
ดูหน้าคุ้นๆ
 
            ไม่ต้องบรรยายว่าคณะของเราจะเหี้ยนกระหือรือที่จะสอดส่ายสายตา เพื่อแสวงหาสิ่งที่รอคอยการละลายทรัพย์ของคณะของเรา เราจะซื้อทุกสิ่งที่ต้องการ (เงินยังหนา) ตั้งแต่ของกินของใช้ เสี่ยงโชค กักตุนขึ้นรถยนต์ระลอกที่หนึ่ง
 
 
 
 
 
 
ออกจากสามชุกสายๆของวันอาทิตย์มุ่งหน้าเชียงใหม่ แวะรับประทานอาหารแถวๆกำแพงเพชร เป็นอาหารระหว่างทางมื้อที่สองที่ไม่ซัพพอร์ทลิ้นของคนบ้านเรา มีเสียงบ่น กร่นเบาๆ และคำถามที่ตามมาว่า ทำไม? ๆๆๆๆ  และก็ทำไม …… สำหรับผู้เขียนเนื่องจากมีผู้ร่วมชีวิตร่วมทางมาด้วยต้องวางแผนเผื่อเหลือเผื่อขาด เลยได้ซื้อข้าวห่อใบบัวมาจากตลาดสามชุก ก็เลยได้ใช้เป็นอาหารมื้อเที่ยง รอดตัวไป ตบท้ายด้วยเฉาก๊วยที่แสนอร่อยจากการโปรโมทจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  มื้อเที่ยงก็นับว่าเป็นการพอเพียงแล้ว(ชีวิตค่อยดีขึ้นสักนิด) ออกเดินทางต่อผ่านกำแพงเพชร ตาก มุ่งหน้าพระธาตุลำปางหลวง แน่นอนว่าคณะเราช้ากว่ากำหนดการมาก จนต้องมีการเร่งรีบ เรามีเวลาในการกราบนมัสการ และทำบุญน้อยมากๆ คณะต้องเดินกึ่งวิ่งเพื่อทำภารกิจ ตามพลังศรัทธา ให้เสร็จทันเวลา แน่นอนที่สุด จากปริมาณคนเกือบร้อยคน จากหลายช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรอเกษียณ วัยเออรี่ วัยกลางน้ำ วัยต้นน้ำและวัยที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ช่วงไหน คณะของเราก็ไม่สามารถทำเวลาได้อีก ดังนั้นเราถึงเชียงใหม่ก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี…
 
 
 

          คณะทัวร์ได้ข่าวว่าที่สันกำแพงมีงาน ก็เลยตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่สันกำแพงก่อนเข้าที่พัก พอไปถึงปรากฏว่ารถทัวร์เข้าไม่ถึงงาน จึงจอดให้คณะเดินเข้าไปในงาน และนัดหมายเวลาสำหรับอาหารมื้อเย็น อาหารมื้อแรกของเมืองเชียงใหม่

คณะทัวร์ได้รับการแนะนำให้ไปรับประทานขันโตก ขันโตกนั่งราว คือนั่งเป็นโต๊ะยาวๆและสามารถห้อยเท้าได้ ถึงแม้ว่าอาหารจะไม่จัดจ้านเหมือนอาหารปักษ์ใต้บ้านเรา แต่ด้วยความหิวจนตาลาย ข้าเหนียว ไก่ทอด น้ำพริกหนุ่ม แค๊บหมู แกงฮังเล ก็หายวับไปกับสายตา กอร์ปกับมีการแสดงพื้นเมืองของสาวน้อย ทำให้เราเพลิดเพลินเจริญใจ ทานไปดูไป อิ่มเมื่อไรไม่รู้ตัว ..เมื่ออิ่มแปร้ก็เขาโรงแรมที่พัก เป็นโรงแรมที่มีชื่อว่า เพชรงาม นับว่าเป็นโรงแรมที่งามเมื่อสักสองทศวรรษมาแล้ว สังเกตจากวัสดุอุปกรณ์ และความหมองมัวของผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ใกล้เป็นสีชาอยู่แล้ว ..แต่ก็ไม่น่าเป็นปัญหาสำหรับเรามากนักนอกจากความเก่าระดับห้าดาวแล้ว บางห้องก็มีเรื่องเล่าที่เร้าใจต่างๆกันไป แล้วผู้เขียนจะเสาะแสวงหามาสอดแทรกให้พวงเราฟัง  เราได้พักผ่อนนอนหลับที่จังหวัดสุพรรณบุรี เลยทำให้อาการเมื่อยล้าอ่อนแรงน้อยลง แต่ถึงจะเหนื่อยสักปานใด เราคงไม่ทิ้งโอกาส หลายคนหูผึ่งเมื่อได้ยินว่าวันนี้มีถนนคนเดินที่ประตูท่าแพ หลายคนวางแผนมาจากบ้านแล้ว เมื่อทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของคณะเดินทางจึงมุ่งหน้าสู่ถนนคนเดิน ….

           ผู้เขียนและสมาชิกสิบกว่าคนก็เช่นเดียวกัน ออกจากโรงแรม..เหมารถมุ่งหน้าสู่ประตู่ท่าแพ..ทุกคนสีหน้าแช่มชื่นขึ้นเมื่อสัมผัสบรรยากาศเมืองเชียงใหม่.. เชียงใหม่ยามค่ำคืนคึกคัก..และเมื่อถึงประตูท่าแพ เราก็ตะลึงลานกับบรรดาร้านค้า และผู้มาเดิน มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ คลาคล่ำประหนึ่งงานวัด พวกเราลงจากรถ กระโจนเข้าสู่ประตูท่าแพทันที และไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมง สมาชิกที่ไปด้วยกัน ก็อัตรธานพลัดพรากจากกันหมด  ถนนคนเดิน เป็นย่านที่ใช้ถนนที่ทอดยาวสุดลูกตา จากประตูท่าแพเข้าสู่ตัวเมือง สองฟากฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านค้านานาชนิด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินสวนไปมาขวักไขว่ นอกจากร้านค้าประเภทเสื้อผ้า ของใช้ ของขวัญของฝาก แล้ว ยังมีดนตรีแลกเงินหลายวง การวาดภาพเหมือน และที่ขาดไม่ได้ก็คือของกิน ผู้เขียนเดินจนเกือบสุดถนน เวลาค่อนข้างดึกมาก ร้านเริ่มเก็บบ้างแล้ว เลยชวนกันแวะหาอะไรกินรองท้อง ก็เลยได้ลิ้มลองอาหารพื้นเมือง และที่ชอบกินมากๆก็คือกระเพาะปลา.. เดินย้อนกลับทางเดิมมาถึงประตูท่าแพ ก็ได้พบกับคณะสองสามท่าน ก็เลยชวนกันเหมารถกลับโรงแรม

           พรุ่งนี้จะขึ้นดอยอ่างข่าง หัวหน้าคณะบอกว่า จะต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด จะปลุกตีสาม เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางประมาณตีสี่ ดังนั้นถึงแม้ว่าอยากจะช้อปปิ้งมากสักเพียงใด ด้วยข้อจำกัดของเวลา คณะต้องจำใจกลับที่พักพร้อมทั้งสิ่งที่มาดหมายและจ่ายตังซื้อมาแล้ว

วันที่สาม..อ่างขาง ดินแดนแสนหนาว

  • นอนได้ไม่นานก็มีเสียงปลุก ถึงง่วงอย่างไรก็ต้องงัวเงียลุก อาบน้ำอาบท่าแต่งตัวเต็มยศเพื่อต่อสู้กับความหนาวเย็น เมื่อลงมาที่ล้อบบี้ ก็ละลานตาไปด้วยแฟชั่นหน้าหนาว ของคนปักษ์ไต้ที่ได้ฟังคำเล่าลือของความหนาวเย็น ทั้งจากสื่อสารมวลชนบ้าง เพื่อนพ้องในท้องที่บ้าง …ทุกคนพร้อม  อาหารเช้าไม่ได้รับประทานต้องแข่งกับเวลา ล้อเลื่อนช้ากว่ากำหนด สิบกว่านาทีโดยประมาณ เราออกเดินทางมุ่งหน้าดอยอ่างข่าง เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยว และหมอกลงหนา ทัศนวิสัยไม่ค่อยดี การเดินทางต้องใช้เวลานานถึง สี่ชั่วโมง พวกเราตื่นเต้นและสนุกสนานกันมากเมื่อเราแวะปั้มน้ำมัน เพราะอากาศหนาวเย็น ควันออกจากปากเมื่อเราพูดคุยสนทนา  คนที่ไม่มีอุปกรณ์กันหนาว ก็เลยจ้าละหวั่นหาซื้อหมวกไหมพรมในร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าสะดวกซื้อก็เลยฟลุ๊คไป ออกเดินทางต่อ…
 
 
 
 
 

          ด้วยเส้นทางที่คดโค้ง ทำให้รถยนต์ค่อนข้างโยกคลอน ทำให้ลุงสำเนียง ครู   สรศักดิ์ เกิดอาการเมารถ อาเจียนตลอดทาง ถึงตีนดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เกือบสิบนาฬิกา เราต้องต่อรถตู้เพื่อขึ้นดอยอีก สี่สิบห้านาที เส้นทางขึ้นดอยอ่างขางนับว่าน่าหวาดเสียวมาก เพราะทั้งชันและหักข้อศอก แต่ด้วยฝีมือของคนขับรถตู้ ก็ช่วยให้เรามีความตื่นกลัวน้อยลง เมื่อขึ้นมาถึงพวกเราก็แวะเพื่อรับประทานอาหารเช้า กลุ่มของผู้เขียนได้รับประทานอาหารพื้นเมือง ประเภทผักดอย นับว่าเป็นอาหารที่ถูกปากและราคาย่อมเยา หลังจากนั้นก็เข้าเยี่ยมชมโครงการหลวง กิจกรรมหลักก็คือชมความงามตามธรรมชาติ และซื้อของ หลายท่านก็ได้มาทำเงินหล่นที่นี่หลายบาท โดยการซื้อสินค้าในโครงการฯ ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอรี หรือสินค้าที่ชาวเขานำมาจำหน่าย โดยเฉพาะเครื่องประดับ และกิจกรรมหลักๆอีกประการก็คือการเก็บภาพเป็นที่ระลึก  ในโครงการก็นับได้ว่ามีพรรณไม้เมืองหนาวที่สวยงามมาก ที่ต้องผิดหวังก็คือ เรื่องของอากาศที่ไม่หนาวเย็นดังที่คิด เสื้อกันหนาว หมวกไหมพรม ผ้าพันคอ และอุปกรณ์กันหนาวอื่น ก็กลายเป็นส่วนเกินทันที

        ลงจากยอดดอย รถตู้แวะให้ซื้อของฝากที่ริมทาง เป็นร้านที่จำหน่ายส้ม ชมพู่ และผลไม้แปรรูปประเภทลูกไหน ลูกท้อ ลูกเกด บ้วย ผู้เขียนซื้อมาชุดหนึ่ง เพราะเป็นคนที่ชอบของประเภทนี้อยู่แล้ว ก่อนนอนจะกินเล่นบ้างกินไปทำงานไปบ้างและก็ฝากคนข้างบ้านบ้าง แต่ก็ไม่ได้ซื้อมากเพราะตั้งใจมาแต่ต้นว่าจะไม่ซื้ออะไร และก็ไม่มีที่วางในรถด้วย

ลงจากดอยตามกำหนดคือบ่ายโมง  แน่นอนว่าเราไม่ได้ออกตรงเวลาอีกเช่นเคย มีการแวะเติมน้ำมันรถและเข้าห้องน้ำระหว่างทาง ก็เพิ่มความล่าช้ามากขึ้น กว่าจะถึงเมืองเชียงใหม่ก็บ่ายคล้อย คณะได้แวะรับประทานอาหารที่ร้านบุฟเฟต์ก่อนเข้าชมงานพืชสวนโลก

                   เมื่อเข้าสู่งานพืชสวนโลกก็เป็นเวลามุ้งมิ้งหรือใกล้ภพค่ำแล้ว พวกเรามีความเห็นตรงกันโดยมิได้นัดหมายคือ ขึ้นรถลากเสียคนละสามสิบบาท บรรยากาศน่าสนใจหลายสถานีแต่น่าเสียดายที่เรามาช้าเกินไป จึงไม่สามารถได้ซึมซับความงามของมวลพรรณไม้จากนานาประเทศ และกิจกรรมจากหน่วยงานต่างๆ สุดท้ายพวกเราได้ไปนั่งชมการแสดงที่สวนน้ำ ซึ่งเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการจัดการน้ำ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวยงามและน่าประทับใจมาก ใช้เวลาการแสดงประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็แวะไปเยี่ยมชมการแสดงที่หอคำหลวง เป็นการแสดงขบวนหุ่นประดับไฟฟ้า นับว่าสวยงามยิ่ง คณะเราออกจากงานประมาณเกือบสี่ทุ่ม กลับเข้าสู่ที่พักโรงแรมเพชรงาม นอนต่ออีกหนึ่งคืน

วันที่สี่ แม่สลองสุดกระหาย แม่สายสุดกระสันต์

  • วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันนอนก็ได้รับสัญญาณปลุกเพื่อเดินทางต่อไปยังดอยแม่สลองและแม่สายและอื่นๆตามความเหมาะสม คณะออกเดินทางประมาณตี่สี่เศษ แวะรับประทานอาหารหัวรุ่งที่บ่อน้ำพุร้อน………… แล้วเดินทางต่อถึงวัดร่องขุ่น  แวะชมความงามและนมัสการพระ ที่นี่กิจกรรมเอกก็คือการถ่ายรูปและซื้อของที่ระลึก วัดร่องขุ่น นับเป็นวัดธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา บัดนี้กลายป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าศิลปินชื่อเสียงระดับชาติ ฝีมือศิลปะชั้นยอดและแหวกแนวพร้อมจินตนาการ ตามคติธรรมของชาวพุทธ โดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ทำให้งานสร้างสรรค์ของอาจารย์เป็นที่ต้องตา ตะลึงลาน  หลังจากที่ทำภารกิจทางศาสนาและภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสี่ยงโชค
 
 

         เดินทางต่อถึงอำเภอแม่จัน ต่อรถตู้เพื่อขึ้นดอยแม่สลอง กิจกรรมหลักก็คือแวะชิมชา ซื้อชา และจับจ่ายสินค้าประเภทชาและสินค้าพื้นเมืองชาวเขา สินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งคล้ายๆกับหาดใหญ่บ้านเรา  ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้ซื้ออะไร นอกจากใบชาที่โฆษณาว่า ลดไขมันในเส้นเลือด อะไรทำนองนี้ เพราะมีความรู้กลัวๆเรื่องไขมันในเส้นเลือดเหมือนกัน เพราะวิถีชีวิตค่อนข้างจะประมาทกับการบริโภค บางครั้งรู้สึกว่าจะวูบๆ เซๆ ซื้อมาสองซอง ราคาเท่าไรจำไม่ได้แล้ว

     

          ถึงตีนดอยก็บ่ายคล้อย เป้าหมายต่อไป คือ แม่สาย ตลาดชายแดนไทย-พม่า  เคยมาเมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่ตัวตลาดแม่สายยังไม่มีถนนลาดยาง พวกเราเคยเดินข้ามไปยังเขตพม่าและก็ซื้อสินค้าพม่ากลับมา  ภาพแม่สายในอดีตยังติดตาตรึงใจในความกันดาร เมื่อรถทัวร์เข้าเขตแม่สายผู้เขียนเองก็ยังไม่นึกว่าตลาดเบื้องหน้าคือตลาดแม่สาย ถนนหนทาง ร้านรวง เจริญจนไม่เหลือร่องรอยในอดีตเลย เพราะว่ารถทัวร์จอด ณ ที่เป็นแหล่งค้าขาย ผู้คนแออัด เหมือนตลาดนัด ยิ่งเย็นคนยิ่งมาก รถทัวร์และนักท่องเที่ยว ขวักไขว่ จอแจ บ้างขาย บ้างซื้อ บ้างหอบ บ้างหิ้ว ทุกคนล้วนกระตือรือร้นในเป้าหมายของตนเอง สมาชิกทัวร์ของเราก็เช่นเดียวกัน หมายมาดวาดหวังว่า จะซื้อให้สมอยาก  เป็นจริงดังคาด พอรถจอดปุ๊บ..นัดหมายเวลาเสร็จ ทุกคนต่างมุ่งหน้าเข้าสู่แหล่งการค้า เพื่อทำเวลา เหมือนนักวิ่งที่ออกจากเส้นสตาร์ต ไม่เว้นแม้แต่คนเมารถ นับว่าแม่สายเป็นยาหม้อใหญ่ที่สามารถทำให้คนเมารถท่าทางกระปรกกระเปี้ยเหมือนปูลอกคราบ สามารถพลิกฟื้นคืนชีพเข้าเส้นสตาร์ตเหมือนคนปรกติทั่วไป ออกจะล้ำหน้าเสียด้วยซ้ำ เมื่อใกล้เวลานัดหมาย สมาชิกเริ่มทยอยกลับมารอที่ขึ้นรถ   กิจกรรมหลัก ในตอนนี้ก็คือ อวดกันว่าใครได้อะไรมา อะไรๆที่ได้มาถ้าบังเอิญว่าเหมือนกัน ก็จะถามว่าเท่าไร และก็จะมีเสียงเล็ดลอดออกมาว่า เอ้ย…เราซื้อได้ถูกกว่าไม่เว้นแม้แต่…ถุงหิ้วที่ใส่ของ…ก็ยังมีคนที่ซื้อได้ถูกกว่า…ชีวิตที่มีการแข่งขันก็เป็นเช่นนี้นั่นแหละ…ย่อมมีคนที่ซื้อได้ถูก และในเวลาเดียวกัน ก็ต้องมีคนที่ซื้อได้ถูกกว่า…ไม่ทราบว่าฝีมือหรือดวง…แม่สายกลายเป็นอดีตที่ฝากความประทับใจหรือความเจ็บใจไว้ให้กับคณะทัวร์ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถประเมินได้ด้วยสายตาก็คือ ไม่มีใครสักคนที่กลับมามือเปล่า เป็นความสุขที่ได้มาด้วยการแลกซื้อ … ลาก่อนแม่สาย …สักวันฉันจะทวงคืน

          เข้าที่พักโรงแรมเวียงอินน์ จังหวัดเชียงราย โรงแรมนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่พักที่มีความมาตรฐาน น้ำอุ่นก็อุ่นสมชื่อ เวียงพิงค์  เข้าที่พักแล้ว ได้ข่าวว่าที่เชียงราย มีถนนคนเดิน เช่นเดียวกับเชียงใหม่ บางคนก็ว่าไนท์บาร์ซา แต่จะเรียกว่าอย่างไร เรามิได้สนใจ สนใจว่าจะมีอะไรให้เราช้อปได้มากกว่า ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเท่าใด ก็หาได้เป็นอุปสรรคไม่ หลังจากที่หาอาหารรองท้องเสร็จ ก็คิดว่าจะเดินช้อปส่งท้ายเมืองเหนือ “ไน้ท์บาร์ซาหรือถนนคนเดิน”ของเชียงราย นับว่าเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง หรือแม้กระทั่งแขกประจำของเชียงรายเองได้เป็นอย่างดี เพราะบรรยากาศของที่นี่ ถึงแม้จะไม่ใหญ่โต ยาวสุดสายตา เช่นเมืองเชียงใหม่ แต่ก็จัดได้ครอบคลุมครบถ้วน มีทั้งของกินของฝาก  โซนขายอาหาร เวทีการแสดงถึงสองโซน รอบๆโซนขายอาหารก็จะมีร้านขายของเต็มทั้งสองด้าน และก็ที่นี่อีกเหมือนกันที่เราเดินกันจนลืมเหนื่อย ลืมง่วง แต่กลับเพลิดเพลินกับสรรพสินค้านานา เหลือบดูนาฬิกา ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน และก็เป็นเวลาที่เขาจะปิดร้าน รู้สึกเสียดาย แต่เมื่อเหลือบดูของในมือก็รู้สึกพะรุงพะรังเสียแล้ว เก็บความรู้สึกไว้ในใจว่าสักวันจะกลับมาใหม่…ถ้าคุณยังขายกันอยู่….เดินกลับที่พัก..ด้วยความอาลัย ประดุจชายหนุ่มทีกำลังจะจากคนรักไปแดนไกล เสียนี่กระไร ..อาบน้ำพักผ่อนนอนหลับ…เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อในวันต่อไป

    เข้าที่พักโรงแรมเวียงอินน์ จังหวัดเชียงราย โรงแรมนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่พักที่มีความมาตรฐาน น้ำอุ่นก็อุ่นสมชื่อ เวียงพิงค์  เข้าที่พักแล้ว ได้ข่าวว่าที่เชียงราย มีถนนคนเดิน เช่นเดียวกับเชียงใหม่ บางคนก็ว่าไนท์บาร์ซา แต่จะเรียกว่าอย่างไร เรามิได้สนใจ สนใจว่าจะมีอะไรให้เราช้อปได้มากกว่า ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเท่าใด ก็หาได้เป็นอุปสรรคไม่ หลังจากที่หาอาหารรองท้องเสร็จ ก็คิดว่าจะเดินช้อปส่งท้ายเมืองเหนือ ที่ไน้ท์บาร์ซาหรือถนนคนเดินของเชียงราย นับว่าเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง หรือแม้กระทั่งแขกประจำของเชียงรายเอง เพราะที่นี่จะมีโซนขายอาหารและมีเวทีการแสดงถึงสองโซน รอบๆก็จะมีร้านขายของเต็มทั้งสองด้าน และก็ที่นี่อีกเหมือนกันที่เราเดินกันจนลืมเหนื่อย ลืมง่วง แต่กลับเพลิดเพลินกับสรรสินค้านานา เหลือบดูนาฬิกา ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน และก็เป็นเวลาที่เขาจะปิดร้าน รู้สึกเสียดาย และเมื่อเหลือบดูของในมือก็รู้สึกพะรุงพะรังเสียแล้ว ทิ้งความรู้สึกไว้ในใจว่าสักวันจะกลับมาใหม่…ถ้าคุณยังขายกันอยู่….จำใจกลับที่พัก..อาบน้ำพักผ่อนนอนหลับ…เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อในวันต่อไป

วันที่ห้า นครสวรรค์แดนชาละวัน

  • คณะออกเดินทางต่อจากโรงแรมเวียงอินน์ ก็ค่อนข้างสาย ของวันที่ 25 มกราคม 2555 ผู้เขียนนึกถึงเพลงจากเหนือเมื่อหน้าหนาว … แต่เป็นความรู้สึกของผู้มาเยือน เสียดายว่าเรามาเพียงระยะเวลาอันสั้น ยังไม่ได้ซึมซับความงาม ความเป็นธรรมชาติ และจิตใจของผู้สักเท่าใด ก็ต้องจากเสียแล้ว และก็เสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าอุปกรณ์กันหนาวที่สะสมและหอบหิ้วกันมา มันไม่ได้ทำหน้าที่ของมันเลย เมื่ไหร่หนา..จะได้กลับมาเยือนอีก..ต้องยอมรับว่าพวกเราไม่ค่อยได้มีเวลาที่จะสัมผัสกับความเป็นเมืองเหนือสักเท่าใด..เพราะเวลาส่วนใหญ่เราจะอยู่บนรถเสียมากกว่า..แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยๆก็ได้ชื่อว่ามาเยือนเหนือเมื่อใกล้(หมด)หนาว…

          ระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร คณะของเราก็มาถึงจังหวัดพะเยา และสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดพะเยาคงจะหนีไม่พ้นกว้านพะเยานั่นเอง … ครึ่งชั่วโมง สำหรับการนั่งรถมากว่าหนึ่งชั่วโมง แน่นอนที่สุดคือ ทุกคนต่ากระวีกระวาดลงจากรถ บ้างก็เข้าห้องน้ำ บ้างก็ลงไปโพสท์ท่าถ่ายรูป บ้างก็สาละวนกับการซื้อสลากกินไม่แบ่งของรัฐบาล ที่สุดจะแพงเป็นมาตรฐานเดียวกันคือ 110 บาทต่อฉบับ แต่ก็ยังมีคนซื้อ เมื่อมีคนกล้าซื้อ…แน่นอนว่าคนขายก็ยังคงขายเกินกว่าราคา ..ที่จริงแล้วที่กว้านพะเยามีอาหารประเภทปลาน่ารับประทานมาก แต่น่าเสียดายเรามาผิดเวลา เพราะว่ายังเช้าเกินไปที่จะรับประทานอาหารเที่ยง..คณะจึงออกเดินทางต่อมุ่งหน้าจังหวัดแพร่ เมืองเสื้อม่อฮ้อม..คะเนด้วยความรู้สึกและจากเสียงพูดคุย หลายท่านตั้งใจจะซื้อเสื้ออันเป็นของที่ระลึกจากแพร่ ..การเดินทางจากพะเยามาแพร่ ผ่านอำเภอสอง ซึ่งถนนค่อนข้างแคบและมีส่วนหนึ่งต้องขึ้นเขา รถก็ทำเวลาไม่ได้อีกเช่นกัน  และก็ไม่ผ่านย่านชุมชนที่มีตลาดใหญ่พอรองรับคณะทัวร์ได้ เราแวะที่สถานีบริการเล็กๆแห่งหนึ่งระหว่างทาง เมื่อคณะลงทำธุระ มีร้านขานมะขามหวานเล็กๆ หนึ่งร้าน ปรากฏว่าเมื่อคณะขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อนั้น มะขามหวานที่เคยอยู่บนแผงเล็กๆ ก็ได้ขึ้นมาอยู่บนรถทัวร์ของเราทั้งสองคัน จนหมดสิ้น  เดินทางต่อด้วยความอดทน(หิว)จนกระทั่งถึงอำเภอเด่นชัย รถจอดให้เราลงเพื่อช้อปสินค้าประเภทไม้ เมื่อรถจอดปรากฏว่ามีพวกเราไม่ถึง 10 คน ลงไปดูสาเหตุเพราะผิดวัตถุประสงค์และกำลังหิวจนตาลาย ไม่อยากซื้ออะไรแล้วเพราะว่ามันกำลังหิว หัวหน้าคณะทัวร์จึงสั่งให้รถนำคณะเข้าไปยังที่จำหน่ายเสื้อม่อฮ้อมและหาที่รับประทานอาหารเที่ยง และที่นี่เองที่ผู้เขียนได้มีโอกาสใช้บริการอาหารที่ร้านสะดวกซื้ออีกหนึ่งครั้ง ข้าพเจ้าเลือกใช้บริการบะหมี่สำเร็จรูป เพราะสะดวกและเร็วกว่าอาหารกล่องที่ต้องอุ่นก่อน เป็นการรับประทานอาหารที่สนุกสนานอีกครั้ง เพราะเดินช้อปไปกินไปภายในเวลา 30 นาที ได้เสื้อมาฝากพ่อ 2 ตัว ตั้งใจว่าจะซื้อใส่เองสักตัว แต่เมื่อไปถึงถิ่นแล้วก็ตระหนักได้ว่า ที่เคยซื้อไปก็ยังใส่ไม่หมดและจะเสียความตั้งใจที่ว่า..มาเที่ยวครั้งนี้จะไม่ซื้ออะไร ก็เลยไม่ได้อะไรเป็นของตนเอง  ออกจากแพร่ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง สมาชิกส่วนใหญ่พักผ่อนนอนหลับตลอดทาง มีเพียงเสียงดนตรีจากเครื่องเสียงรถยนต์เท่านั้น นักร้องก็หลับกันหมดแล้ว…คณะของเรามาถึงนครสวรรค์ก็มืดค่ำแล้ว..ด้วยความไม่เป็นไปตามกำหนด ทำให้คณะต้องเสียเวลาหาร้านอาหารค่ำ สุดท้ายทั้งคณะก็ตัดสินใจเข้าที่พักโรงแรม เบเวอรี่ฮิลล์ ก่อน แล้วนั่งรถยนต์รับจ้างเข้ามาหาอะไรกินในตลาด

          นครสวรรค์หรือปากน้ำโพ ที่เมื่อปลายปี 2554 ต้องกลายเป็นเมืองบาดาล เพราะประสบกับมหาอุทกภัย ซึ่งยังมีร่องรอยคราบน้ำปรากฏให้เห็น แต่ปากน้ำโพคืนนี้กลับจอแจไปด้วยผู้คน เพราะตรงกับเทศกาลตรุษจีน และคืนนี้ก็มีการแห่สิงโต ขบวนสิงโตยาวเหยียด ทำให้พวกเราไม่สามารถเข้าถึงริมน้ำได้ คนที่ตั้งใจจะไปชมริมน้ำ หรือหาอาหารรับประทานที่ริมเจ้าพระยาก็เลยต้องผิดหวังอีกครั้ง แต่มาทราบในภายหลังว่ามีพวกเราบางคนสามารถเข้าถึงและได้เห็นขบวนแห่สิงโต ก้ถือว่าโชคดีไป ส่วนคณะของผู้เขียน มีรองนอบ บุญชู รองจีรวิทย์ มั่นคงวัฒนะ โดยการนำทางของกูรูครูสมคิด พรหมดนตรี นำพาพวกเราไปนั่งรับประทานข้าวต้ม จะด้วยความหิวหรือฝีมือของร้านข้าวต้มก็สุดจะคาดเดา รู้เพียงว่ามันเป็นมื้ออาหารที่วิเศษสุดอีกมื้อหนึ่ง คณะตั้งใจว่าจะลงไปเที่ยวที่ริมน้ำ แต่หลายคนเหนื่อยล้าจากการเดินทาง คณะก็เลยเปลี่ยนใจกลับที่พัก นครสวรรค์ก็ยังคงเป็นเมืองที่เรามาผ่านอีกเมืองหนึ่ง

วันที่หก…สวรรค์ในอก..นรกในใจ

  • หลังจากอาหารเช้าของโรงแรมเสร็จสิ้นลง คณะก็ทยอยลงมาเก็บภาพที่ระลึกหน้าโรงแรม เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ออกเดินทาง แวะซื้อโมจิ ขนมขึ้นชื่อของนครสวรรค์ แน่นอนก่อนเข้ากทม. จะต้องซื้อสั่งลาอีกสักที คณะก็ได้หอบหิ้วของฝากกันอีกคนละถุงใหญ่ๆ.. เมื่อรถเคลื่อนออกจากร้านขายของฝากไม่นาน เสียงพูดคุยก็ค่อยๆเบาลง..เบาลง..และในที่สุด ก็เงียบสนิท..ไม่ใช่เพราะเหนื่อยหรอก..แต่ของีบเอาแรง..เพื่อชาร์ทแบต..เดี๋ยวต้องเดินศึกษาดูงานในเมืองทอง..

  • เที่ยงตรง เราก็มาถึงเมืองทอง ปากเกร็ด นนทบุรี  คณะลงที่อาคารชาเลนเจอร์ สถานที่จัดงาน  งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับประเทศ จัดทุกปี และปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 61 แล้ว ภายในงานเป็นทั้งที่จัดแสดง สาธิตผลงานนักเรียน และเป็นที่แข่งขันทักษะด้วย นับเป็นมหกรรมที่รวมเอาสุดยอดผลงานนักเรียนมาประกวดประชันกัน มีทั้งสิ้นค้าพื้นเมือง อาหารพื้นเมือง ศิลปวัฒนธรรม และงานอาชีพ บางคนซื้อที่เชียงรายไม่ทัน ก็เลยมาซื้อที่เมืองทองแทน ออกจากเมืองทองสี่โมงเย็น ถึงคุรุสภาก็เย็นมาก เพราะกรุงเทพฯเมืองสวรรค์ มันเป็นนรกสำหรับคนอย่างเราๆก็คือรถติดนี่แหละ โชคดีที่รถทัวร์ ไม่ร้อนเพราะติดแอร์ ถึงคุรุสภา เข้าที่พักเรียบร้อย ก็ตามอัธยาศัย ครูหลายท่าน มีลูกหลาน มาเรียน มาทำงาน หรืออยู่กรุงเทพฯ ก็นัดหมายให้มาพบกัน และพากันไปสังสรรค์เป็นส่วนตัว คนที่ไม่มีญาติก็เดินเลาะรั้วคุรุสภา หาอาหารทานกันแถวนั้น นักท่อง นักเที่ยว ก็อาจออกไปยืดเส้นยืดสาย หลังจากเมื่อยมาหลายวัน

วันที่เจ็ด..เข็ดหรือยัง

  • ออกจากคุรุสภา รถทั้งสองคันก็พลัดหลงกัน ด้วยความเข้าใจผิด แผนเดิมจะแวะตลาดดอนหวาย แต่เนื่องจากเป็นวันศุกร์ไม่มีตลาด จึงต้องเปลี่ยนแผนจากดอนหวายมาดำเนินสะดวก รถมาวนหลายตลบ กว่าจะเข้าถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ก้าวแรกที่สัมผัสตลาดน้ำดำเนินสะดวกก็คือ ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด ถนนหนทางได้รับการพัฒนา สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ การรุกล้ำลงไปปักหลักพักร้านในเขตคลอง ดำเนินสะดวกมีนักท่องเที่ยวมากพอสมควร สังเกตจากรถนักท่องเที่ยวแล้วส่วนหนึ่ง เป็นนักเรียนที่มาจากเมืองทอง นักท่องเที่ยวชาวจีน และชาวตะวันตก มีให้เห็นค่อนข้างหนาตา ส่วนคณะของเรา ก็สอดส่ายสายตาหาของกิน..เป้าหมายที่ค่อนข้างตรงกัน คือ ก๋วยเตี๋ยวเรือ และผลไม้ที่ชาวสวนนำมาจำหน่าย ทั้งฝรั่ง ชมพู่ มะม่วง แน่นอนครับ ผู้ที่ยังไม่มีอะไรฝากทางบ้าน ก็หาซื้อกันที่นี่แหละ
 
 
 
 
 
 

          ออกจากดำเนิน..เราก็มุ่งหน้าทุ่งสง..โดยไม่มีการแวะช้อปที่ไหน นอกจากเข้าห้องน้ำ เติมน้ำมัน รับประทานอาหารเที่ยง บ่ายแก่ๆ เราก็มาแวะร้านสาหร่ายเจ้าเก่า ก็ตามอัธยาศัย บ้างทานอาหาร บ้างเข้าห้องน้ำ บ้างดื่มกาแฟ ออกจากร้านสาหร่าย มุ่งหน้าสุราษฎร์ธานี และทุ่งสง ตอนนี้ไม่มีใครร้องรำทำเพลงแล้ว โชว์เฟอร์ เลยเปิดภาพยนตร์ให้ดู ที่หลับก็หลับ เวลา สองทุ่มเศษ หน้าป้ายโรงเรียนทุ่งสง รถทัวร์สองคันจอดสงบนิ่ง แต่มีความสับสนวุ่นวายที่ข้างรถ สัมภาระที่ถูกทะนุถนอมเมื่อเจ็ดวันก่อน บัดนี้ถูกโยนออกจากรถทัวร์มากองอยู่ที่พื้น  ผู้คนขวักไขว่ แยก คัด สัมภาระและสิ่งที่ไปแลกมาจากเหนือ

          ไม่นาน…ทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม ไม่มีงานเลี้ยงใด..ไม่เลิกลา  ทัวร์เหนือระยะเวลา 7 วัน จบแล้ว แต่มิตรภาพ ความรักความสามัคคี การร่วมทุกข์ร่วมสุข สนุกสนาน ทนอด ทนหิว ล้วนเป็นความรู้สึกร่วมที่พี่น้องประสบมาด้วยกันเป็นความรู้สึกที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของพวกเรา และมันจะเป็นพลังสร้างสรรค์ให้สังคมม่วง-ขาว เจริญก้าวหน้าต่อไป แน่นอน การใช้ชีวิตร่วมกันย่อมมีเหตุกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ไม่น่าจะเป็นเหตุให้ต้องหมางเมิน ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันเป็นธรรมดา และลิ้นกับฟันก็ยังอยู่ในบ้านหลังเดียวกันจนบัดนี้ ..เมื่อลิ้นรู้จังหวะฟัน ฟันรู้จังหวะลิ้น ทั้งฟันทั้งลิ้นน่าจะรู้จังหวะในการหลบหลีกเพื่อเอาตัวรอด และลดภาวะกระทบกระทั่ง น่าจะอยู่กันได้อย่างมีความสุข

          ท้ายสุดต้องขอขอบคุณโรงเรียนทุ่งสง ท่านผู้อำนวยการสนั่น พลรัฐธนาสิทธิ์  รองผู้อำนวยการนอบ บุญชู รองผู้อำนวยการประทีป ปานเนือง รองผู้อำนวยการจีรวิทย์ มั่นคงวัฒนะ ที่อยู่เคียงข้างกับเราโดยตลอด ขอบคุณฝ่ายการเงินและประสานงานเรื่องที่พัก ครูสุทิพย์ นาคดิลก ขอบคุณผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่คอยประกบโชว์เฟอร์ ครูประเสริฐ พงษ์เกษมพรกุล ขอขอบคุณนักร้องที่ขับกล่อมพวกเรา ขอบคุณเพื่อนครูที่ดูแลสุขภาพทั้งของตนเองและเพื่อนร่วมทาง ขอบคุณคุณครูทุกท่านที่เสียสละเวลาเดินทางไปกับเรา ขอบคุณคณะรถทัวร์ที่ดูแลเราตั้งแต่ออกเดินทางจนกลับถึงที่ด้วยความปลอดภัย ขอขอบคุณครอบครัวที่มาส่ง มารับ ด้วยความอบอุ่น ..ปีหน้าจะมาใหม่ สวัสดี

One thought on “ทัวร์เหนือ

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s