ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

amnesty billระแสการต่อต้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ล้างผิดคนโกง ได้ถูกเผยแพร่และกระจายไปสู่สังคมอย่างรวดเร็ว ทั้งทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์(โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่เรียกตัวเองว่าทีวีดาวเทียม) นอกจากนี้ก็เป็นการส่งต่อความคิด และเผยแพร่ภาพกิจกรรมต่างๆ ด้วย SOCIAL NETWORK คนที่ไม่ได้สนใจเหตุบ้านการเมือง ไม่ได้ดูทีวีดาวเทียม ก็มักจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ผิดกับคนที่เป็นแฟนคลับ BLUE SKY TV FMTV ASTV T-NEWS 13 สยามไทย จะทราบที่มาที่ไปของการคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเป็นอย่างดี อีกส่วนหนึ่งก็คือพวกที่เป็นนักท่องเว็บ ใช้SOCIAL NETWORK ก็จะได้บริโภคข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเบี่ยงเบนจากช่อง TV ไปบ้าง เพราะว่าบ้างชุดข้อมูลได้ถูกเพิ่มเติมด้วยความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสต์ไปบ้างแล้ว และก็มีการแชร์ต่อๆกันมา หรือ กด LIKE หรือ COMMENT ต่อท้าย

แต่จะด้วยสาเหตุใดด็ตาม บัดนี้กระแสการต่อต้าน คือการไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการดำเนินกุศโลบายทางการเมือง การบริหารบ้านเมือง ได้ถูกขุดคุ้ยและตีแผ่อย่างละเอียดลออ ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้เดินออกสู่ถนนเพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งการขัดขืน ไม่เห็นด้วยกับการกระทำ และนับวันยิ่งมีประเด็นให้ขุดค้ยมากขึ้น นับตั้งแต่พ.ร.บ.คุ้มครองไปถึง จะมีคำถามในสังคมเกิดขึ้นว่าทำไมต้องนิรโทษไปถึงปี 2547 ผลดังกล่าวเกิดคุณประโยชน์กับใคร

ที่มาแห่งมูลเหตุ (รวบรวมจากหลากหลายแหล่ง อ่านแล้วลองพิจารณาตามเหตุและผล)

* ปัญหาของรัฐบาลทักษิณ (รวมเด็ดสะเก็ดแผล – ทักษิณ) ผมเคยศรัทราใน พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงได้ติดตามผลงานท่าน แต่ตลอด เวลาที่บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีหลายประเด็นเป็นความคิดของนายกโดยตรง บางประเด็นเกิดจากคนรอบข้างในรัฐบาล ประเด็นต่างๆ ในบทความนี้อาจถูกเสนอขึ้นโดยรัฐบาล หรือเป็นข่าวปล่อย แต่ก็ได้ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน สังคม และประชาชนได้รับรู้รับทราบ โดยทั่วกันแล้ว ความสำคัญอยู่ที่ ผู้ที่มีหน้าที่หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องออกมาตรวจสอบ ชี้แจง ตอบคำถามสังคม ทำความจริงให้ปรากฏ หาผู้รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลสมควร มีเงื่อนงำ เบื้องหลัง วาระซ่อนเร้น ส่อเจตนาทุจริต แต่ไม่มีคำชี้แจง หรือคำตอบที่สมเหตุผลจากคนในรัฐบาล หรือนายก ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัย สับสน ไม่เข้าใจ และทำให้เข้าใจกันไปเองว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อสะสมหลายเรื่องมากขึ้น และยังไม่มีคำตอบ ก็นำไปสู่ ความลังเล ไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ ไม่ยอมรับ ไม่ต้องการ ต่อต้าน ประท้วง ไล่ออก ซึ่งเป็นผลเสียหายร้ายแรงต่อรัฐบาลเอง และประเทศชาติ จึงได้เวลาทบทวน เปิดเผยหลายนโยบาย และประเด็นปัญหาที่ผ่านมา ของนายกทักษิณ ชินวัตร
และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกวันนี้คนไทยอาจจะลืมไปแล้ว จึงนำมาทบทวนให้ทราบกันอีกครั้งหนึ่ง ต้องขออภัยที่บทความนี้มีความยาว เพราะนโยบาย และประเด็นปัญหา มีจำนวนมาก โดยรวบรวมจากสื่อ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ความทรงจำ และคำพูดของคนทั่วไป ซึ่งอาจยังมีอีกหลายประเด็นปัญหาที่ผมลืม และไม่ได้ระบุไว้ในนี้
หากผู้ใดจำได้ก็สามารถเสนอเพิ่มเติมได้ เพื่อที่สังคมจะได้รับรู้ และเป็นบทเรียน

ข่าวลือว่า ทักษิณ จะล้มล้างระบบพระมหากษัตริย์ 

ข้อมูลอีกด้านเกี่ยวกับความอหังการ์และมักใหญ่ใฝ่สูงของทักษิณ ชินวัตร และโ-ค-ต-รเหง้า ทั้งเรื่องเบื้องหลังเหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งเรื่องการอยากเป็น “ประธานาธิบดี” และทั้งเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราชสองพระองค์  นรกจริงๆ !!!!!

นโยบายบริหารงานในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

1. นโยบาย บริโภคนิยม ส่งเสริมหนี้ภาคครัวเรือน ฟุ้งเฟ้อ มอมเมาประชาชน และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ
– กองทุนหมู่บ้าน
– ธนาคารประชาชน
– แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
– หวยบนดิน
– ออกหวยซื้อหุ้น Liverpool
– เปิดบ่อนเสรี
– เปิดเสรีสุรา
– เอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น
– กทม. เมืองแฟชั่น
– ครีมหน้าเด็ง
– บัตรสมาชิก ไทยแลนด์อีลิทการ์ด
– Complex Entertainment
– Mega Project
– ส่งเสริมเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ (Bank & Non-Bank)
– ใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น)

2. นโยบายสร้างภาพ หาเสียง ฉาบฉวย หลอกลวง และรัฐไม่เคยแถลงผลสำเร็จ 
– พักหนี้เกษตรกร
– ปฏิรูปการศึกษา
– จัดระเบียบสังคม
– ผู้ว่า CEO
– ปราบปรามผู้มีอิทธิพล
– ลงทะเบียนคนจน
– ส่ง 23 รมต. แก้ปัญหาภาคใต้ (แต่ไม่มีใครไป)
– ไปนอนวัดที่นราธิวาส
– ไปนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ
– ทำกับข้าว
3. นโยบาย และการกระทำสิ้นคิดของ นายก และคนในรัฐบาล 
– เปิดบ่อนเสรี
– ซื้อหุ้น Liverpool
– เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (ทำให้น้ำและดินเน่าเสีย)
– สร้างคอนโดเป็นบ้านพักคนชรา (ให้อาศัยอยู่ห้องทึบในตึกสูง)
– ตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน (แหล่งโบราญสถาน)
– สส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน
– โภคินนั่งเก้าอี้ ประธานรัฐสภา ยกมือเลือกนายก (ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง)
– ทักษิณ เป็นประธานประกอบพิธีศาสนา ในอุโบสถวัดพระแก้ว (ประธาน ต้องเป็นกษัตริย์ เท่านั้น)
– ประชุม ครม. บนรถไฟ (ไปเที่ยว)
– ประชุม ครม. บนประสาทพนมรุ้ง
– ยึดและฟ้องผู้ทำสติกเกอร์ “ยิ่งรวยยิ่งโกง” (อ้างหมิ่นฯ โยนผิดให้ฝ่ายค้าน)
– กำหนดแบ่ง Zone พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็น 3ระดับ (3 สี แดง, เขียว, เหลือง)
– ย้าย 3 ข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายขายลำไย ไปประจำใน 3 จังหวัดภาคใต้
– ติด UBC 3 จังหวัดภาคใต้
– เปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ มีให้เลือก 6 แบบ (แต่งโดยแกรมมี่)
– พานทองแท้ลอกโพยข้อสอบที่ ม.ราม
– ปิดถนนแข่งรถซิ่ง
– โครงการ อาชีวะปราบขอทาน
– นโยบายปิดปอเนาะทั่วประเทศ
– เปลี่ยนสนามบินดอนเมือง เป็นสนามเทนนิส
4. ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต
– คดีซุกหุ้น (โอนให้คนรับใช้ คนขับรถ)
– ค่าโง่ทางด่วน
– ค่าโง่ ITV
– บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน
– โครงการรับจำนำข้าว
– โครงการรับซื้อลำไย
– โครงการโคล้านตัว
– โครงการแจกต้นกล้ายาง
– เครื่องตรวจระเบิด CTX
– ที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ

5. เหตุการณ์ และคดีที่มีเงื่อนงำ และเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล 
– ชิปปิ้งหมูถูกฆ่าตาย (เกี่ยวข้องธุรกิจอุปกรณ์ดาวเทียมไทยคม)
– อุ้มทนายสมชายฯ
– กรือเซะ, ตากใบ
– ฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด 2000 กว่าศพ
– ตำรวจบุกทุบทำลายบ้านฉลอง เรี่ยวแรง (ก่อนวันสอบซ่อม สส. นนทบุรี)
– จับยาบ้าผิดตัว ตำรวจบุกยิงถล่มชาวบ้านอยุธยา (บ้าน/ตู้เย็น พรุ่นทั้งหลัง)
– ข้อสอบ Ent. รั่ว (ก่อนอุ้งอิ๋งติดจุฬาฯ)
– นายนิธินันท์ หรือ ลัทธพล ออกมาแฉทุจริตที่จอดรถ สนามบินสุวรรณภูมิ กลับไปกลับมา
– รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิแตกร้าว
6. การระเมิดสิทธิเสรีภาพ
– รัฐบาลคุกคาม แทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อมวลชน
– ปลด 23 พนักงาน ITV (หลังจากชินคอป์เข้าบริหาร)
– บังคับให้ สส.กลุ่มวังน้ำเย็นถอนชื่อ การคัดค้านเสนอผู้ว่า สตง.
– งัดห้องทำงานผู้ว่า สตง. (คุณหญิงจารุวรรณฯ)
-เรื่องสถานะคุณหญิงจารุวรรณยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยืดเยื้อมาจนบัดนี้แล้ว
– สั่งปิดวิทยุชุมชนที่วิจารณ์รัฐบาล (อ้างคลื่นรบกวนเครื่องบิน)
– ถอดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น
7. ด้านเศรษฐกิจ / ตลาดหุ้น 
– คลังฮุบหุ้น TPI (เป็นการปล้นอย่างหน้าด้านๆ ไม่มียางอาย ไม่มีหิริโอตัปปะ)
-หลอกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขายสมบัติชาติ แอบแบ่งหุ้นให้พรรคพวก และต่างชาติ แต่รัฐยังเป็นเจ้าของและแทรกแซงได้เหมือนเดิม เช่น การบินไทย, ปตท., อสมท., กฟผ., กสท., TOT
– รัฐพยายามหาทางเอาเงินประชาชน กบข. (ราชการ) กองทุนประกันสังคม, กบช. (เอกชน) ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆอย่างฟุ่มเฟือย
– GMM แกรมมี่ และคนในรัฐบาลซื้อหุ้น นสพ. การเมือง 5 ฉบับ (มติชน, ข่าวสด, ประชาชาติธุรกิจ, Bangkok Post, Post Today) พร้อมกัน โดยไม่สมเหตุสมผล
และฟังไม่ขึ้น ส่อเจตนาเข้ามายึดครอง)

8. ด้านกฎหมาย / อำนาจนิยม ที่ส่อเจตนาทุจริต และสร้างฐานอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเครือญาติ 
– แต่งตั้ง ญาติ พี่น้อง เพื่อน พรรคพวก ดำรงตำแหน่งในหน่วยราชการ การเมือง ตำรวจ ทหาร เพื่อรวบอำนาจบริหาร – ปกครอง
– แทรกแซงองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ดูด, ดึง, ซื้อ, ส่งคนเข้าไปคุม เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง, กลต., ปปง., ปปช., คตง., สว.(บางส่วน)
– แทรกแซงสถาบันสงฆ์ (ออก พรก.แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชโดยพละการ)
– ศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน สว. แทรกแซงและแต่งตั้งผู้ว่า สตง. คนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ และไม่มีเหตุผลสมควร
– การสรรหา กสช. และ กทช. ไม่โปรงใส
– พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถูกตีกลับ
– พระราชกฤษฎีกา บำเหน็จบำนาญ สส. และ สว.
– ออก พระราชกำหนด สรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อผลประโยชน์ และกีดกันคู่แข่งทางธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ (AIS)
– ออก พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างฐานอำนาจเบ็ดเสร็จ
– โผทหารของนายก และ การลงนามแต่งตั้งช้ากว่าปกติ
9. ปัญหา บ้านเมืองไทยในปัจจุบันนี้
– ระเบิด และคนถูกฆ่า ใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ที่เปลี่ยน แม่ทัพ, ผอ., ผู้กำกับ, รมต., รองนายก แล้วหลายคน แต่ยังไม่เปลี่ยน นายก จึงแก้ปัญหาไม่ได้)
– ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุ (แต่ ปตท. กำไรแสนล้าน)
– เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนถูกสอนให้กู้เงิน ใช้เงิน แต่ไม่เน้นให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ และประหยัดในแบบ เศรษฐกิจพอเพียง)
– ไม่มีระบบตรวจสอบ และ คานอำนาจรัฐบาล (ฝ่ายค้าน, องค์กรอิสระ เป็นง่อยทำอะไรไม่ได้
– รมต. ก่อนจะรับ หรือพ้นตำแหน่ง ไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนรู้เหมือน เมื่อก่อน
– ปัญหาสังคม, ครอบครัว, บัตรเครดิตเต็มเมือง, ประชาชนเป็นหนี้ท่วมตัว, ตกงาน, อาชญากรรม, จี้, ปล้น, การพนัน, โรคจิต, ทิ้งเด็ก, รถซิ่ง, นักเรียนตีกัน,
ขายตัว, ส่วยตำรวจ
10. สิ่งที่ทักษิณซื้อ
– บุคคล และองค์กร เช่น ข้าราชการ, สส., สว., พรรคการเมือง, องค์กรอิสระ, นักวิชาการ, สื่อมวลชน, ประชาชน, วัง, ประเทศไทย
– ธุรกิจ เช่น
– สัมปทานโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ (บ. AIS)
– ดาวเทียมไทยคม, IP Star (บ. ชินแซคฯ)
– อินเตอร์เนท (บ. CS Loxinfo)
– สาย การบิน (AIR ASIA)
– สถานีโทรทัศน์ (ITV)
– มหาวิทยาลัย (ม.ชินวัตร)
– โรงพยาบาล (พญาไท)
– ธนาคาร (Non-Bank Capital OK)
– บริษัทโฆษณา
– ฯลฯ
11. คำพูด คำสัญญาของรัฐบาล ที่ไม่เป็นจริง
– ผมจะแก้ปัญหาจราจรให้ได้ภายใน 6 เดือน
– จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 % ภายในตุลาคม 2548 (ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ สุริยะฯ)
– โครงการย้ายที่ตั้งรัฐสภาไปรังสิต (บ.ไทยเมล่อน)
– โครงการย้ายส่วนราชการ ไป จ.นครนายก
12. วีรกรรม และคำคม (ของทักษิณ)
– ด่านักวิชาการที่ให้คำแนะนำรัฐบาล
– ด่าวิชาชีพทนาย
– ด่า UNSCR กลางที่ประชุมสหประชาชาติ (ห้ามยุ่งกับปัญหาภาคใต้ไทย)
– “UN ไม่ใช่พ่อ”
– “พวกนี้มันโจรกระจอก” (ปัญหาภาคใต้)
– “ไม่ต้องตกใจ มันแค่โรคอหิวาระบาด” (ปัญหาไข้หวัดนก)
– “เป็นพระอยู่ส่วนพระ ไม่สมควรพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดก็ไม่สมควรเรียกว่าพระ”
– “แมง…+++พวกนักวิชาการก็เอาแต่ติ”
– “พูดเรื่องพระราชอำนาจ ระวังเหาจะกินหัว”
13. คนดีมีอุดมการณ์ แต่ถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในรัฐบาลไม่ได้
– ดร.เกษม วัฒนะชัย
– ดร.ปุระชัย เปรี่ยมสมบูรณ์
– นายวิโรจน์ นวลแข

ผู้รวบรวม อดีตนักศึกษา 3 สถาบัน (RIT, KMITL, AIT) ผ่านศึกมาแล้ว 3 สังเวียน
– 14 ตุลา 16
– 6 ตุลา 19
– พฤษภาทมิฬ 35

ภายใต้การดำเนินงานตามนโยบายของทักษิณ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนมาจวบจนปัจจุบันเช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นการวางแผนสร้างอาณาจักรของตระกูลชิน โดยอาศัยสมบัติของชาติ (ลองอ่านบทความข้างล่างนี้ดู)

ทักษิณ กับ แผนการปล้นชาติ 

จับตา-แปรรูป การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ขบวนการปล้นชาติ สร้างอาณาจักรใหม่

ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันสหัสวรรษ แฉให้จับตาแปรรูป กฟผ. เข้าข่ายขบวนการปล้นชาติ วางแผนสร้างเป็นอาณาจักร Shin Energy อย่างแยบยล เชื่อมไฟเบอร์ออพติคเข้าเสาไฟฟ้า หวังขยายเครือข่ายโทรศัพท์ คาดเม็ดเงินสูง 6 หมื่นล้านบาท พร้อมเขย่าตลาดหุ้น ให้ดิ่งหรือดับได้ในกำมือ ต่อไปคนรวยที่สุดในโลกจะไม่ใช่ บิล เกทส์ อีกแล้ว แต่อยู่ใกล้ๆ แถวนี้เอง ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า  การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นการวางแผนทางธุรกิจการเมือง ครั้งใหญ่ โดยเกี่ยวพัน 4 ส่วนด้วยกันคือ

1. ปตท. ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่า 5 ล้านล้านบาท
2. ปิโตรเคมี มีมูลค่าตลาด 3 แสนล้านบาท
3. ธุรกิจโทรคมนาคมอีก 5 แสนล้านบาท แค่รวมสามส่วนนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลถึง 2.1 ล้านล้านบาท
4. กฟผ.ซึ่งยังไม่ได้เข้าตลาดจึงยังไม่รู้ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ แต่คาดว่าใกล้เคียงกับ ปตท.

ทั้ง 4 ส่วนนี้น่าจะเป็นมูลค่า 3.4 ล้านล้านบาทเกินกว่ามูลค่าครึ่งหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ แสดงให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยครึ่งหนึ่งอยู่ ในภาคธุรกิจพลังงาน แสดงให้เห็นว่า หมากเกมนี้ แหลมคมลุ่มลึกมาก ขณะเดียวกัน การคอรัปชั่นแบบคลาสสิค อย่างหักหัวคิวสนามบินสุวรรณภูมิก็ยังมีอยู่

การพิจารณาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูป ปตท.จะพบว่า คนพวกนี้เคยขายบางจากมาก่อนแล้ว และต่อไป ก็จะมาทำการแปรรูป กฟผ.นี้ด้วย รัฐบาลจัดทีมชุดนี้วิ่งรอกตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการแปรรูป ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของโทรคนาคมนั้นมาเกี่ยวพันเป็น 1ใน 4 ของธุรกิจพลังงานได้ก็เพราะว่า เสาไฟฟ้าแรงสูง
ของ กฟผ. ในส่วนของ แกนสายได้สอดสายไฟเบอร์ออพติคไว้แล้ว ถือเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมที่วิเศษที่สุด ดีกว่าโครงข่าย ของ กสท.เสียอีก เพราะว่าเครือข่ายของ กฝผ.สามารถเข้าไปในบางพื้นที่ ที่กสท.เข้าไปไม่ได้ ตรงนี้ในอนาคตมีแนวโน้ม ที่จะฉีกออกไปเป็นอีกหนึ่งบริษัทคือ อีแก็ต-เทเลคอม ได้สบายเพราะเป็นเจ้าของสายไฟเบอร์ออพติคที่แพร่ขยายไปตาม ภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ลองคิดดูว่าคอมลิงค์ซึ่งเป็นสายไฟเบอร์ออพติค วิ่งเฉพาะตามทางรถไฟ ในแต่ละภูมิภาค มีสายไฟเบอร์ออพติคหลักอยู่เส้นเดียวยังสร้างความร่ำรวยได้มหาศาล แล้ว โครงข่ายของ กฝผ. ซึ่งเป็นกระดูกสันหลัง ที่ดีที่สุดในประเทศ จะมีมูลค่าขนาดไหน จริงอยู่ว่าสายไฟของกฟผ.ยังไม่สามารถเชื่อต่อมายังบ้านได้ จำเป็นต้องหา พันธมิตรเพื่อมาทำการเชื่อมต่อตรงนี้ ซึ่งการเชื่อมต่อมายังบ้านมี 2 แบบใหญ่ ๆ คือ แบบมี สาย ซึ่งก็คือ เครือข่ายของ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งคงมีการคิดกันแล้วว่าจะต้องมีการรวมกันเป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่งแห่งก่อน แล้วค่อยนำไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และ การเชื่อมต่อแบบไร้สาย ซึ่งอย่างหลังก็คือบริษัทโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ นั่นเอง

ผู้อำนวยการสถาบันสหัสวรรษกล่าวต่อว่า นอกจากนี้เทคโนโลยีในอนาคตนั้นจะทำให้ปลั๊กไฟบ้านสามารถเสียบสาย โทรศัพท์ได้ เพราะฉะนั้น สายไฟฟ้านอกจากจะจ่ายไฟฟ้ายังสามารถส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์ได้ หากรวม กฟผ., การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ( กฟภ.) จะยิ่งใหญ่กว่าเครือข่ายของ ดีแทค และ เอไอเอส เพราะบริษัทเอกชนทั้งสอง ทำอย่างไรก็ไม่มีทางทำได้ขนาดนี้  ผมขอพูดเป็นสมการแบบง่าย ๆ ดังนี้

TMB (ธนาคารทหารไทย) บวก IFCT (บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) บวก DBS  (ธนาคารดีบีเอส)  จะเท่ากับ Shin Bank
ส่วนกรณี EGAT (กฟผ.) บวก PTT (ปตท.) จะเท่ากับ Shin Energy ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ Shin Telecom  เป็นอาณาจักรใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจประเทศ

การนำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้นจึงเป็นการต่อจิ๊กซอว์  เพื่อทำให้แผนการยึดครองเศรษฐกิจของประเทศสมบูรณ์แบบ

ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวต่อว่า ไม่เกิน 1 ถึง 2 ปีจากนี้ เราคงเห็นค่าไฟจากหน่วยละ 10 สลึงกลายเป็น 4 บาท ไม่ต่าง อะไรจากราคาน้ำมันในขณะนี้ หากมีการขึ้นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 1 บาท เงินจะไหลเข้ากระเป๋าเจ้าของ กฝผ. หนึ่ง แสนสองหมื่นล้านบาทต่อปี ตรงนี้เฉพาะค่าไฟเท่านั้น ยังไม่รวมประโยชน์จากไฟเบอร์ออพติค ต่อไปนี้คนที่รวยที่สุดในโลกคงไม่ใช่ บิล เกตส์ อีกแล้ว แต่จะเป็นคนใกล้ตัว แถวนี้เอง การแปรรูปการไฟฟ้าจะร้ายแรงกว่า ปตท.มาก เพราะในบ้านเรากิจการการค้าน้ำมันยังผูกขาดไม่สมบูรณ์ มีหลายเจ้าที่ค้าน้ำมันแข่งกันกัน แต่สำหรับไฟฟ้านั้นหากเราไม่ซื้อไฟจาก กฝผ.ก็ต้องไปซื้อถ่านไฟฉายตราแมวดำมาใช้
“ไม่มีการปล้นชาติครั้งใดหอมหวานเท่าครั้งนี้ เป็นการทำให้อำนาจทางการเมืองควบรวมกับอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างสมบูรณ์ ที่ผ่านมาเราก็เห็นตัวอย่างจาก การกระจายหุ้น ปตท.แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น หนึ่งในสามของหุ้น ปตท. ถือครองโดย หน่วยลงทุน 2 หน่วยจากสิงคโปร์ (ตัวแทนของนายโม่งในไทย) ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของของหน่วยลงทุน ทั้ง 2 หน่วยนี้ จะได้ผลประโยชน์ถึง 6 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญสามารถทำให้หุ้นขึ้นหรือลงได้แทบทุกวัน แค่บอกว่า จะขยายโรงกลั่นหรือ
สร้างโรงไฟฟ้า หุ้นก็พุ่ง พออีกอาทิตย์บอกว่า จะทบทวนมติครม.หุ้นก็ดิ่ง (ปั่นหุ้นทำกำไรกันจนรวยเละ) เวลานี้บ้านเมืองกำลังถูกปลาหมึก ยักษ์กิน วิธีการสู้กับปลาหมึกยักษ์ อย่าไปแหย่ที่หนวด ให้แทงที่หัว” ดร.วุฒิพงษ์ กล่าว

ผลประโยชน์แอบแฝงมหาศาลด้านโทรคมนาคม อีกหนึ่งสาเหตุในการเร่งแปรรูป กฟผ. 

มีอะไรอยู่เบื้องหลังธุรกิจด้านโทรคมนาคมที่ บมจ. กฟผ. รีบดำเนินการจัดตั้งแทบจะทันทีหลังจากการแปรสภาพเป็น บริษัทจำกัด (มหาชน) ธุรกิจด้านนี้จะเป็นประโยชน์กับใคร และประชาชนจะเสียประโยชน์อย่างไร ลองมาฟังกันดูครับ
ธุรกิจด้านโทรคมนาคม ของ บมจ. กฟผ. สำคัญอย่างไร
บมจ. กฟผ. ตั้งบริษัทลูกชื่อ “กฟผ. โทรคมนาคม” หรือ “EGAT Telecom” เพื่อนำเครือข่ายสื่อสารใยแก้วนำแสง ที่ดำเนินการติดตั้งไว้ ตั้งแต่ก่อนแปรรูปไปให้เอกชนเช่าเพื่อการสื่อสารข้อมูล ปัจจุบันนี้เครือข่ายใยแก้วนำแสงของ บมจ.กฟผ. มีช่องสัญญาณขนาด 155 Mbps (155 ล้าน bps) เชื่อมไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกำลังเร่งขยาย ช่องสัญญาณขนาดเดียวกันนี้ไปยังภาคใต้ และภาคตะวัน ออกให้เสร็จในระยะเวลาอันใกล้ ก่อนการกระจายหุ้น
เครือข่ายใยแก้วนำแสงนี้ ทำอะไรได้บ้าง ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือปัจจุบัน บมจ. กฟผ. มีช่องสัญญาณใหญ่พอที่จะแพร่ภาพ โทรทัศน์แบบเดียวกับที่ UBC ใช้แพร่ภาพในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทั่วประเทศไทย โดยมีความ คมชัดระดับ VCD ได้ประมาณ 100 ช่อง หรือ ประมาณ 30 ช่อง ที่ความคมชัดระดับ DVD
และสามารถลงทุนขยายช่องสัญญาณเพิ่มขึ้น 64 เท่า ให้มีช่องสัญญาณสูงถึง 9.6 Gbps (9,600 ล้าน bps ซึ่งเท่ากับการแพร่ภาพ VCD 6,400 ช่อง หรือ DVD 1,920 ช่อง)ได้ทันทีด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เครือข่ายใยแก้วนำแสงของ กฟผ. นั้นวางคู่ไปบนระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ.เอง ทำให้ต้นทุนด้านการวางเครือข่ายต่ำกว่า ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมรายอื่น และเมื่อเชื่อมกับเครือข่ายใยแก้วนำแสงของ กฟภ. และ กฟน. ซึ่งอยู่บนระบบส่งไฟฟ้า ของ กฟภ. และ กฟน.ในลักษณะเดียวกัน จะทำให้เกิดเครือข่ายใยแก้วนำแสงต้นทุนต่ำขนาดใหญ่ที่สุด สามารถให้บริการได้ ถึงทุกครัวเรือนในประเทศไทย แม้ว่าการวางเครือข่ายใยแก้วนำแสงถึงทุกบ้านโดยตรงนั้นอาจยังไม่คุ้มค่าการลงทุนในปัจจุบัน แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการวางเครือข่ายใยแก้วนำแสงถึงสถานีไฟฟ้าย่อย
จากนั้นสามารถส่งข้อมูลผ่านสายไฟฟ้า แรงดันต่ำไปยังบ้านเรือนได้ด้วยเทคโนโลยี Broadband over power lines (BPL) ซึ่งมีช่องสัญญาณ ประมาณ 3 Mbps หรืออาจวางเครือข่ายใยแก้วนำแสงไปถึงจุดบริการย่อย และต่อเข้าบ้านเรือนด้วยเทคโนโลยี WiFi (เครือข่ายไร้สาย) ซึ่งมีช่องสัญญาณไม่น้อยกว่า 11 Mbps
จะเห็นได้ว่า ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารภาคพื้นดินผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสงที่มีความรวดเร็วและมีความมั่นคงสูง บวกกับความพร้อมของเครือข่ายระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ทำให้มีข้อได้เปรียบกว่าระบบโทรคมนาคม ผ่านดาวเทียมหลายด้าน เช่น มีการลงทุนที่ต่ำกว่าการสื่อสารผ่านดาวเทียม
ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับสภาพอากาศเช่นเดียวกับ การสื่อสารผ่านดาวเทียม ซึ่งจะขาดช่วงเมื่อฝนฟ้าคะนองหนัก (ข้อนี้ คนที่ดู UBC ผ่านจานดาวเทียมคงจะทราบปัญหาดี) อีกทั้งการสื่อสารผ่านดาวเทียมไปถึงผู้รับบริการรายย่อยเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว ในขณะที่การสื่อสารผ่านเครือข่าย ใยแก้วนำแสงเป็นการสื่อสารแบบสองทาง คือผู้รับบริการรายย่อยสามารถส่งข้อมูลกลับไปยังผู้ให้บริการได้ จึงรองรับการ ให้บริการประเภท Interactive TV และ Hi-speed Internet ได้ดีกว่า

ข้อสังเกต

1. เมื่อเครือข่ายใยแก้วนำแสงบนระบบส่งไฟฟ้า  เข้ามามีบทบาทสำคัญในการการสื่อสารโทรคมนาคมในอนาคตอันใกล้ บทบาทของการสื่อสาร ผ่านดาวเทียมย่อมลดลง แล้วใครจะเป็นผู้เสียประโยชน์ (จึงต้องการขยายอาณาจักรให้ครอบคลุม เครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ทุกระบบ)
2. ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงนักวิชาการอิสระทั้งหลาย เห็นตรงกันมาตลอดว่า ควรแปรรูป กฟผ.เฉพาะส่วนการผลิต (โรงไฟฟ้า) เพราะทำให้เกิดการแข่งขันได้ง่าย แต่ให้คงส่วนระบบสายส่งไฟฟ้า และเขื่อนไว้เป็นของรัฐ เพราะทั้งสองส่วน เป็นสิ่งที่ได้มาด้วยอำนาจทางกฎหมายและการเสียสละของประชาชนจำนวนมาก (ผ่านการเวนคืนที่ดิน ที่ใช้ในการก่อสร้าง) อีกทั้งทำให้เกิดการแข่งขันได้ยาก แต่รัฐบาลทักษิณ กลับต้องการให้แปรรูป กฟผ. ทั้งหมด เพื่อให้ เอกชน (เครึอญาติ ตระกูล…………….. และ นายทุนพรรค) เข้ามาถือสิทธิความเป็นเจ้าของทั้งในระบบส่งไฟฟ้าและเขื่อน
3. ระบบเครือข่ายใยแก้วนำแสงของ กฟผ. ได้เร่งดำเนินการขยายช่องสัญญาณไปยังภาคต่างๆ จาก 8 Mbps เป็น 155 Mbps ในช่วงไม่เกิน 5 ปีที่ผ่านมา
ทั้งที่เป็นการลงทุนที่เกินความต้องการสำหรับการสื่อสารภายในองค์กร และเงินลงทุนนี้ยังถือเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าด้วย กล่าวคือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนช่วยกันจ่ายเงินค่าไฟฟ้าเพิ่ม เพื่อขยายช่องสัญญาณเครือข่ายใยแก้วนำแสงให้แล้วเสร็จทันเวลากับการ แปรรูป กฟผ. และการตั้งบริษัท กฟผ.โทรคมนาคม
เพื่อนำช่องสัญญาณไปให้เอกชนเช่าได้อย่างพอดิบพอดี
4. ในการแปรรูป กฟผ. เป็น บมจ. กฟผ. นั้น คิดราคาสุทธิทางบัญชีของระบบสื่อสารของ กฟผ.ไว้เพียง 2,318 ล้านบาท จากราคาทุน 6,356 ล้านบาท

     พฤติกรรมการบริหารงานของทักษิณ นอกจากเรื่องผลประโยชน์แล้ว ในส่วนของการสร้างอาณาจักรเพื่ออยู่ในอำนาจ เขาทำทุกอย่างเพื่อซื้อคนที่อยู่ในตำแหน่ง ซื้อไม่ได้ก็โยกย้าย แล้วเอาคนของตัวเองเข้านั่งตำแหน่งแทน

     การแก้กฎหมายเพื่อเอื้อต่อธุรกิจครอบครัว เช่น  ธุรกิจ ที่เกี่ยวกับบัตร Prepaid แต่ไม่ใช่ของ One2Call ของทักษิณ คุณรู้หรือเปล่าว่า ทักษิณมีการแก้กฎหมายต่าง ๆ จน เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนอย่างมากมาย ผมจะเล่าให้ฟัง (ฐานลูกค้าของ One2Call ประมาณ 21 ล้านคน) ในกรณีของ Prepaid นี้จะไม่ใช่แค่บัตรเติมโทรศัพท์ แล้ว แต่ต่อไปจะทำหน้าที่เป็น Cash Card ก็คือบัตรที่ใช้แทนเงินได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จะต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ทักษิณเปลี่ยน กฎหมายใหม่ว่า ถ้าใครจะทำธุรกิจ Prepaid จะต้องขออนุญาตโดยตรงกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังแต่เพียงคนเดียว คุณทราบหรือไม่ว่าตอนนี้มีคนขออนุญาตแล้ว 6 ราย แต่ผ่านเพียง 1 ราย ไม่ต้องเดา ก็ AIS ไงครับที่ผ่าน ส่วนรายอื่น ๆ ยังไม่รู้ ว่าจะหมู่หรือจ่า แค่นั้นยังไม่พอ ยังออกกฎมากมายที่จะทำให้รายเล็ก ๆ ที่เคยทำ Prepaid อยู่ไม่ได้เช่น ต้องมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านขึ้นไปและเรียกชำระเต็ม ถ้า บริษัทฯ ไหนไม่ถึงก็ต้องรีบตามจดให้ถึง 200 ล้านภายใน 6 เดือน แล้วรายเล็กที่ ไหน จะอยู่รอด แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีความเลวอีกชั้นคือ ทักษิณได้จัดเปลี่ยนโครงสร้างการเสียภาษีของบัตร Prepaid กล่าวคือแต่เดิมเสียภาษี 7% จากราคาบัตร เช่น บัตรราคา 100 บาท AIS จะเสียภาษี 7 บาท แต่เปลี่ยนเป็นเสียภาษีจากค่า Commission แทน เช่น บัตรราคา 100 บาทขายให้ Dealer มี Commision ได้ 4 บาท ดัง นั้น จะ AIS จะเสียภาษี 7% จากค่า Commision 4 บาทคือเสียภาษีแค่ 0.28 สตางค์ เท่านั้น ไม่รู้ว่าคิดได้อย่างไง คิดแต่เอาตัวเองรวยเอารวยเอา แต่กับคนอื่น ๆ ไม่ให้เกิดเลย ช่างเลวมากอย่างที่เขาพูดกันจริง ๆ
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อเป็นชาติเชื้อไทย ตอนลอยค่าเงินบาท ดีแทคหมดเงินไปเป็น พันเป็นหมื่นล้านบาท ต้องหาพันธมิตรเข้า ช่วย แต่ตอนนั้น บ.มือถืออีกอัน กลับ ทำกำไรเป็นหมื่นๆล้าน เพราะ นาย(ก)หน้าคางคก บอก รองนาย(ก)หน้าเหลี่ยม ว่าจะลอยค่าเงินบาท (ขายชาติ) หน้าเหลี่ยม เลยซื้อ ดอลล่ามาเก็บไว้ ทั้ง สว๊อป ซื้อสด คืนเงินผม้ ฯลฯ ส่งผลให้เงินสำรองในคลังของ ไทยหายไป สี่หมื่นล้านดอลล่า (คนรู้เรื่องการเงินคงเข้าใจ) ต้องไปดาหน้ากู้เงิน ไอเอมเอฟ หมื่นเจ็ดพันล้าน ….. พอจับคนผิดมาลงโทษ ปรากฎว่า เริงชัย ผู้ว่าแบงค์ชาติในขณะนั้น ผิดคนเดียว ตั้งชดใช้ เป็น หมื่นเป็นแสนล้านบาท ….. ส่วนนักการเมือง ขายชาติก็ลอยนวล … แถม ยังลอยหน้าลอยตาให้เห็นในทีวี ทุกวี่ทุกวัน …… น่าสงสารที่คนไทยลืมง่าย . แล้ว คนโง่ก็มีเยอะ โดนหลอกตลอด ….. พวกขายชาติเลยกลับมาได้ …. แถม กลับมาคราวนี้ก็ยัง เหมือนเดิม …เค้าขี้เกียจสู้กะ AIS ที่มีการเมืองหนุนหลัง AIS ได้สิทธิพิเศษเยอะ แต่ Dtac ไม่มีเลยค่าสัมปทานก็แพงกว่า แต่ ให้บริการได้ ราคาถูกกว่า ก็ไม่รู้เหมือน กันว่าคนไทยทำไม ยอมจำนน ขนาดนี้ แล้วคนที่อยากให้คนไทยที่อยากใช้บริการของคนไทย ที่ขูดรีด คนไทย ก็ใช้ไปไม่เป็นไร เพราะถ้ามันมีกำไร มากเดี๋ยวมันก็เอาเงินมาซื้อ ไฟฟ้า ประปา หลังจากที่มันซื้อ ปตท. แล้วมันก็มีวิสัยทัศน์ มาก มันรู้ว่า คนไทยจะจนลง และจะมีหนี้มากขึ้น เลยตั้งบริษัท แคบปิตอลโอเค แล้วอย่าลืมไปอุดหนุนมันล่ะ….

คดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก (จากวิกิ พีเดีย)

      อีกผลงานที่ทักษิณ ชินวัตร ใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัว (รายละเอียดเป็นเช่นไร เขาถูกศาลกลั่นแกล้งจริงหรือ)

คดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก เป็นคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ” ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 และศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

คดีนี้มีผลสืบเนื่องมาจากการที่คุณหญิงพจมานได้ทำการประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ ด้วยราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร่วมลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรส

ที่ดินที่มีปัญหา เป็นหนึ่งในที่ดินสองแปลงที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซื้อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณทรัสต์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2538 มีมูลค่า 2,749 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 กองทุนฯ ได้ปรับปรุงราคาที่ดินลดลงกว่า 2,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการปรับปรุงบัญชีเพื่อปรับมูลค่าหนี้ให้ลดลง เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง โดยปรับลดราคาที่ดินเหลือ 700 กว่าล้านบาท และนำออกประมูลทางอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ตั้งราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท โดยผู้ร่วมประมูลต้องวางเงินมัดจำ 10 ล้านบาท แต่ไม่มีผู้เสนอราคา กองทุนฯ จึงได้ยกเลิกการประมูล และเปิดประมูลใหม่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2546 โดยไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ แต่ผู้ร่วมประมูลต้องวางเงินมัดจำเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท

ผลการประมูล คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งส่งทนายความเป็นตัวแทนเข้าประมูลด้วยตนเอง ชนะการประมูลด้วยราคาสูงสุด 772 ล้านบาท โดยมีผู้แข่งขัน 2 ราย คือ บริษัทแลนด์แอนด์เฮาส์ และบริษัทโนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขาย และจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2546

เมือเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554 ได้มีการจัดประมูลใหม่ บริษัทสุภาลัยผู้ชนะการประมูลได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวไปในราคา 1,815 ล้านบาท หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่าราคาซื้อขายครั้งนี้เป็นเครื่องตอกย้ำความไม่ชอบมาพากลของการขายที่ดินให้คุณหญิงพจมาน เพราะราคาสูงขึ้นถึง 153% ในเวลาเพียง 8 ปี[1]
มีการกล่าวอ้างว่าเหตุผลที่เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติเลื่อนวันหยุดปีใหม่ จากวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันที่ 2 มกราคม โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้ประชาชนได้หยุดยาวตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 4 มกราคม พ.ศ. 2547 [2] แต่แท้จริงแล้ว ต้องการซื้อขายที่ดินรัชดา สามารถดำเนินการได้ทันสิ้นปี เพื่อเสียค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน เฉพาะกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ในอัตราลดหย่อน เพียง 0.01%[ต้องการอ้างอิง] ที่มีผลใช้บังคับถึงสิ้นปี พ.ศ. 2546 แต่ต่อมาในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2546 กรมที่ดินได้ขยายระยะเวลาใช้อัตราลดหย่อน ไปอีก 1 ปีจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2547 [3] และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจริงเกิดขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2546

จุดเริ่มต้นของคดีนี้ เกิดจากการให้เบาะแสโดยกลุ่มข้าราชการกระทรวงการคลัง ที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มเป่านกหวีด” หรือ “Whistle blower” [4] ได้ส่งข้อมูลทางอีเมลถึง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภายหลังการประมูลไม่นาน [4] จนนำไปสู่การนัดพบเพื่อให้ข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นผู้ยื่นร้องเรียนต่อกองบังคับการ กองปราบปราม เพื่อให้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รับความสนใจ ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นายวีระ สมความคิดได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ คตส. ให้ตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวอีกครั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ได้มีมติรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และแต่งตั้งนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นผู้รับผิดชอบ

มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยในคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก เดินทางมารายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระหว่างนั้นมีทีมทนายความนำถุงขนมใส่เงิน จำนวน 2 ล้านบาทไปให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และมีการแจ้งความดำเนินคดี ส่วนเงินของกลางได้คืนแก่ทีมทนายความไป หลังจากนั้นศาลได้แจ้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลกับทั้งสาม และไต่สวนข้อเท็จจริง กระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุกนายพิชิฏ กับพวก คนละ 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล จนพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 แม่แบบ:คำสั่งศาลฎีกาที่ ๔๕๙๙/๒๕๕๑

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ตัดสินใจไม่ไปรายงานตัวต่อศาล ในคดีที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก โดยทั้งสองเดินทางไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีบุตรธิดาทั้งสามรออยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงออกหมายจับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และคุณหญิง จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกมูลค่า 772 ล้านบาทและตั้งสินบนนำจับทันทีโดยคดีของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ จะมีอายุความ 15 ปี ถึงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ส่วนคุณหญิงพจมาน มีอายุความ 10 ปี ถึงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วันที่ 21 ต.ค. 2551 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ ได้พิพากษาตัดสินว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 (1) วรรค 3 และมาตรา 122 วรรค 1 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นต้องส่งมอบที่ดิน 4 แปลง ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตห้วยขวาง คืนให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน เนื่องจากเห็นว่าการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดิน ระหว่างกองทุนฟื้นฟูฯ และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เป็นโมฆะกรรม จึงให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งให้กองทุนฯคืนเงินซื้อขายที่ดินจำนวน 772 ล้านบาทให้กับจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 2 ฟ้องกลับกองทุนฟื้นฟูฯ ให้คืนเงินซื้อที่ดิน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 [5]

เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ถูกพิพากษา ควรหาคำกล่าวคัดง้างจากหลากหลายความคิดได้จากแหล่งข้อมูลทั่วไป และใช้วิจารณญาณว่าเขาถูกใส่ร้ายหรือเขามีเจตนากระทำความผิดจริง

ทักษิณ ..ทำอะไรกับกิจการดาวเทียม (จาก http://www.naewna.com/politic/columnist/7751 หนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์ ขอคิดด้วยคน อาจาารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง)

ทักษิณโกงเหนือเมฆ เมื่อตัวการเชิดขี้ข้า แก้สัญญาดาวเทียม

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ

สืบเนื่องจากกรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัทไทยคม จากไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยมิชอบ  เป็นหนึ่งในกรณีทุจริต อาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ทักษิณ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาชี้ขาดถึงที่สุด คดีร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์อันได้มาโดยมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดิน มูลค่ากว่า 46,373 ล้านบาท

ข้อคิดสำคัญจากกรณีดังกล่าว มีดังต่อไปนี้

1)ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจสัมปทานดาวเทียมและกิจการโทรคมนาคม เข้ามาเล่นการเมืองโดยหลบเลี่ยงกฎหมาย ซุกหุ้นไว้ในชื่อผู้อื่น เมื่อมีอำนาจเป็นนายกฯ ก็มีผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) และอาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินคอร์ปของตนเอง

2)ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของบริษัทชินฯ ได้ทำสัญญากิจการดาวเทียมสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 ในยุครัฐบาลเผด็จการ รสช.  หลังจากนั้น เมื่อได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ทักษิณถึงกับเลือก นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เข้ามาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อดูแลสัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมและโทรคมนาคม ก่อนจะมีการแก้ไขสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547  ก่อนนั้น สังคมยังสงสัยว่า เหตุใดจึงเลือกหมอเลี้ยบ ซึ่งไม่น่าจะเชี่ยวชาญด้านดาวเทียมโทรคมนาคม แต่เป็นคนที่ทักษิณและคุณหญิงพจมานไว้ใจอย่างยิ่ง

3)ความพยายามที่จะแก้สัญญาดาวเทียมดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของนายกฯ ทักษิณ (ในขณะนั้น) ได้มีการกระทำอย่างเป็นขบวนการ อุกอาจ อาศัยเจ้าหน้าที่ในกลไกของรัฐ ไล่ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีลงไปจนถึงข้าราชการในกระทรวงไอซีที  แม้แต่หน่วยงานที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หน่วยงานในกระทรวงไอซีที แม้จะรู้หรือควรรู้ว่าการแก้สัญญาสัมปทานดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ทักษิณ ซึ่งไม่น่าจะกระทำได้ แต่ก็ไม่ดำเนินการยับยั้งหรือทัดทานอย่างเด็ดขาด กลับชี้ช่องหลบเลี่ยงกฎหมายเสียอีก โดยความจริงทั้งหลายได้ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ คดีร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดิน

4)ในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ คดีร่ำรวยผิดปกติ หน้า 147-148 ระบุชัดเจนว่า บริษัทชินคอร์ปซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานดังกล่าว ถือเป็น “ตัวการ” โดยชินคอร์ปเชิดให้บริษัทไทยคมเป็นตัวแทนในการขอแก้ไขสัญญา  โดยช่วงที่บริษัทไทยคมร้องขอแก้ไขสัญญา เดือนธันวาคม 2546 นั้น ขณะนั้น กิจการดาวเทียมของชินคอร์ปยังไม่อู้ฟู่ สถานะทางการเงินยังลูกผีลูกคน บริษัทของทักษิณจึงได้อ้างเหตุผลว่าต้องใช้เงินลงทุนในโครงการไอพีสตาร์เป็นจำนวนสูงมาก ต้องหาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน จึงจำเป็นต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นตามสัญญาเดิมลง เมื่อหน่วยงานรัฐยอมให้แก้ไข จึงเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทดาวเทียมของทักษิณอย่างชัดเจน เพราะเมื่อขยายการลงทุน บริษัทของทักษิณก็ไม่ต้องระดมทุนหรือกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้นเพื่อรักษาสัดส่วนร้อยละ 51 ของตนเอง แต่กลับกระจายความเสี่ยงไปให้นักลงทุนรายอื่นๆ ประหยัดเงินลงทุนเพิ่มไปเกือบ 1,300 ล้านบาท แถมได้เงินจากการขายหุ้นออกไปอีกด้วย

5)บทบาทเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ขณะนั้น) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ  ความพยายามจะแก้ไขข้อสัญญาในสาระสำคัญเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทดาวเทียมของทักษิณนั้น ปรากฏพฤติการณ์อย่างประเจิดประเจ้อ อยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดียึดทรัพย์ หน้า 149-150  หลังจากอัยการสูงสุด(ในขณะนั้น)มีความเห็นว่า “เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาอันเป็นที่มาของการอนุมัติโครงการนี้โดยคณะรัฐมนตรีจึงควรที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาก่อนลงนามในการแก้ไขสัญญา” กระทรวงไอซีทีได้ส่งเรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ตีเรื่องกลับ กระโดดหนี

“…บันทึกถ้อยคำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้นที่ให้ไว้ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 ว่า ได้เกี่ยวข้องกับกรณีดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยจำได้ว่ามีการทำบันทึกเสนอจากเจ้าหน้าที่ แต่ตนเองเห็นว่าไม่สมควรเนื่องจากสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศที่ทำกันขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 นายกรัฐมนตรีเป็นคู่สัญญากับรัฐ ประกอบกับบันทึกเสนอเรื่องไม่ชัดเจนว่าขออนุมัติอะไร จึงไม่มีการลงนามในบันทึกที่เจ้าหน้าที่เตรียมมาให้และให้ถอนเรื่องคืนไป และว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไม่เคยมาชี้แจงด้วยวาจา และตนเห็นว่าสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศมีนายกรัฐมนตรีเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ จึงไม่เหมาะสมที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และเมื่อรัฐมนตรีโทรศัพท์มาตามเรื่องก็ได้อธิบายเหตุผลให้ฟัง…”  หลังจากนั้น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการไอซีที จึงได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานเอง โดยมีการลงนามแก้ไขสัญญาสัมปทานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547

6)บทบาทของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีไอซีทีขณะนั้น เมื่อไม่สามารถเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพราะติดที่นายกฯทักษิณเป็นคู่สัมปทานกับรัฐ แทนที่จะยุติเรื่อง รัฐมนตรีไอซีทีกลับทำการอันอาจเสมือนหนึ่ง “ตัวแทน” หรือถูกเชิด รับใช้หรือลงนามแก้ไขสัญญาเพื่อให้เจ้าของบริษัทชินคอร์ปได้รับผลประโยชน์ ซึ่งอาจจะถือว่าเป็น “ตัวการ”

ในคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดียึดทรัพย์ หน้า 150-152 ระบุว่า

“การแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่ต้องถือในบริษัทไทยคมจากไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 นั้น ไม่มีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแต่อย่างใด เห็นว่า การที่มีการกำหนดเรื่องการถือครองหุ้นสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในข้อ 4 ของสัญญาสัมปทานนั้น เป็นนัยสำคัญประการหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้บริษัทชินคอร์ปของผู้ถูกกล่าวหา(ทักษิณ)ได้รับสัมปทาน การอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานลดสัดส่วนข้างต้นโดยนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอยู่ โดยที่ไม่ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จึงเป็นการอนุมัติโดยมิชอบและเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปผู้รับสัมปทาน เนื่องจากในกรณีที่บริษัทไทยคมทำการเพิ่มทุนเพื่อดำเนินโครงการใดๆ โดยเฉพาะโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ที่จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 16,543,800,000 บาท บริษัทชินคอร์ปของผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไทยคม

จึงไม่ต้องระดมทุนหรือกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้นเพื่อรักษาสัดส่วนร้อยละ 51 ของตนเอง ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2547 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 บริษัทไทยคมได้ทำการเพิ่มทุน แต่บริษัทชินคอร์ปไม่ต้องซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้น 84,706,801 หุ้น เป็นเงิน 1,296,014,055 บาท แต่กลับกระจายความเสี่ยงไปให้นักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลงประมาณร้อยละ 11 ดังกล่าวย่อมเป็นผลให้บริษัทชินคอร์ปได้รับเงินทุนคืนจากการโอนขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวออกไปให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่นด้วย ทั้งการลดสัดส่วนดังกล่าวมีผลเป็นการลดทอนความมั่นคงและความมั่นใจในการดำเนินโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ปในฐานะผู้ได้รับสัมปทานโดยตรงที่ต้องมีอำนาจควบคุมบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ และต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในบริษัทไทยคมซึ่งเป็นผู้บริหารโครงการดาวเทียมตามสัญญาสัมปทาน แม้ว่าบริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคมจะยังต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาสัมปทานอยู่ แต่การลดสัดส่วนการถือครองหุ้นดังกล่าวก็ย่อมที่จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมของรัฐ องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การอนุมัติให้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคม จึงเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคม ผู้รับสัมปทานจากรัฐโดยไม่สมควร…”

7)นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157   อีกทั้ง นายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ และนายไกรสร พรสุธี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ในฐานะที่ได้เสนอความเห็นให้มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานฯ ดังกล่าว ก็ได้ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดด้วยการกระทำข้างต้น ย่อมไม่อาจกระทำได้โดยปราศจากการรู้เห็น ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือละเลยต่อหน้าที่ของข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะในกระทรวงไอซีที แม้ว่ากรณีนี้ ผู้ได้ผลประโยชน์ คือ เจ้าของหุ้นชินคอร์ป แต่ข้าราชการและนักการเมืองที่ถูกเชิดใช้ ยอมทำตัวเป็นม้าใช้ ช่วยโกง ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ “ตัวการใหญ่”ก็ต้องรับกรรมไปด้วย แถมคนเป็นข้าราชการยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 จะต้องถูกให้ออกจากราชการ บำเหน็จบำนาญและเกียรติยศชื่อเสียงเสียหายป่นปี้ ถือเป็นอุทาหรณ์แก่ข้าราชการในปัจจุบัน

8)ข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันนี้ ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาชี้ขาดไปแล้ว ในคดีร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร การพิจารณาชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.จึงไม่เกินความคาดหมาย  เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว ส่งเรื่องไปที่อัยการสูงสุด จึงน่าคิดว่า อัยการสูงสุดจะพิจารณาไม่สั่งฟ้องได้อย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนในคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ซึ่งต้องถือเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม คาดว่า อัยการสูงสุดคนปัจจุบันอาจจะไม่กล้ารับเผือกร้อน ไม่เร่งสั่งฟ้อง  คงรอเวลาเกษียณในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อสืบทอดอำนาจหน้าที่ให้แก่อัยการสูงสุดคนต่อไป ที่น่าจะ “ใหญ่สว่าง” ยิ่งกว่าตนเข้ามารับงานนี้แทน  แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือจงใจใช้อำนาจหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ใดโดยมิชอบ ก็อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน

9)บทเรียนจากกรณีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อนักธุรกิจสัมปทานอย่างทักษิณเข้ามาเล่นการเมือง ยึดครองอำนาจรัฐ หลบเลี่ยงกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มีผลประโยชน์ทับซ้อน อาศัยกลไกราชการเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง โดยใช้นักการเมืองขี้ข้าและข้าราชการที่สมยอมรับใช้ สร้างความร่ำรวยให้แก่ธุรกิจของตนเอง  เมื่อยึดกุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ กระบวนการยุติธรรมถูกตัดตอน กลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญเป็นอัมพาต ทักษิณก็สามารถใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ตนเองได้อีกมากมายหลายกรณี เช่น กรณีไอพีสตาร์ไม่ใช่เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ไม่เป็นไปตามสัญญา ดำเนินการโดยไม่เปิดประมูล, กรณีเงินประกันดาวเทียมกว่า 6 ล้านดอลลาร์ นำไปเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมดวงอื่น โดยไม่ส่งคืนกลับไอซีที, กรณีแปลงส่วนแบ่งสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต, กรณีลดส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์ระบบเติมเงิน (พรีเพด) เหลือ 20%, กรณีโรมมิ่งสัญญาณมือถือ, กรณีให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้รัฐบาลทหารพม่าเพื่อนำไปซื้อสินค้าบริษัทชินแซท ฯลฯ ทั้งหมดล้วนปรากฏอยู่ในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ คดีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ  เป็นการตอกย้ำพฤติการณ์อาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตยบังหน้า ปล้นชาติปล้นแผ่นดินของระบอบทักษิณ ประชาธิปไตย ใช่ดูแค่ว่ามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่จะต้องตรวจสอบพฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐด้วย ว่าอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ หรือไม่? ไม่ว่าจะรัฐบาลในอดีต หรือแม้แต่รัฐบาลหุ่นเชิดในปัจจุบัน

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

ประชาชนอย่างเราๆ ก็งงเป็นไก่ตาแตกไปเลยใช่ไหมละว่า คนไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ มีโอกาสได้รับใช้สนองคุณแผ่นดิน ทำไมถึงมีจิตใจอำมหิต คิดปล้นชาติ ปล้นประชาชน เพื่อความผาสุขของตนเอง ครอบครัวและสมุนบริวารที่ยอมสนองตัณหาให้กับเขา เพียงเพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอด ไม่น่าเป็นไปได้ที่คนมีระดับสติปัญญา ระดับมหาบัณฑิต คนที่เคยมีตำแหน่งหน้าที่ ระดับนายพล ระดับอธิบดี คนที่เคยได้รับทุน ได้รับการเชิดชูทางสังคม จะก้มหัวรับใช้ทักษิณ จนลืมความถูกต้องชอบธรรม สามารถพลิกลิ้น พลิกฝ่ามือ เพียงเพื่อสนองความต้องการของคนคนเดียว ถ้าไม่เพราะสิ่งเร้าสิ่งล่อที่มีอำนาจมากพอให้คนเหล่านี้ลืมคุณแผ่นดิน คงไม่ต้องพูดถึงคนที่การศึกษาระดับแกนนำ เพราะพวกนี้ต้นทุนทางสังคมแค่น้อยนิด แค่เศษเงินของทักษิณ ก็โดดฮุบอย่างไร้ยางอายถวายชีวิตอยู้แล้ว

ผลงานทักษิณ ที่กลายเป็นคดีความ

1.คดีหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้น (ตัดสินแล้ว)
2.คดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก (ตัดสินแล้ว)
3.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือคดีหวยบนดิน
4.คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์)ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่า เพื่อนำเงินกลับมาซื้อ สินค้าบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน)
5.คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ – ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท
6.คดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น
7.คดีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งมีนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอีก 4 คน เป็นจำเลยฐานละเว้นการเก็บภาษีการโอนหุ้นชินคอร์ปฯ
ยังไม่รวมคดีอยู่ระหว่างการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการ-ป.ป.ช. กับ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ อีก 4 คดี
1.คอรัปชั่น สนามบินสุวรรณภูมิ
2.โกงภาษีต่างๆหลายแลนล้าน
3.โกงเงินงบประมาณประเทศ เอาเงินงบประมาณเข้ากระเป๋าตัวเอง
4.โกงดาวเทียมไทยคม – เอาดาวเทียมถวายในหลวงแล้วพอเสร็จก็เอาไปขายให้สิงคโปร์

และคดีใหม่ที่ได้กระทำความเข็ญไว้ให้กับประชาชนคนไทยก็คือกรณียุยงให้เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง และกรณีชายชุดดำ ที่เป็นเหตุให้เกิดการล้มตายเมื่อปี 2553 ข้อหาเบาๆ ก็น่าจะกบฏ ได้ละมั้ง

โทษฑัณฑ์ที่ได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว และรอการพิจารณาอยู่นั้น จำคุก ก็หลายสิบปี และโทษอาจถึงประหารชีวิตก็มี ฉะนั้น คงไม่ต้องถาม ทำไมถึงได้มีความพยายามที่จะออกกฏหมายล้างความผิดแบบสุดซอย หรือ พยายาม SET ZERO เมื่อเราลำดับเหตุการณ์แล้ว ทั้งหมดทั้งสิ้น ใครคือผู้ที่จะได้อานิสงฆ์ของกฎหมายฉบับนี้

และสาเหตุที่ประชาชนทนไม่ได้ ที่ต้องออกมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ ก็เกิดจากการที่รัฐสภาเสียงข้างมาก ไม่ไว้หน้าประชาชน กระทำตนเยี่ยงข้าทาส รับคำสั่งจากนายใหญ่ ประกอบกับพฤติกรรมทำมึนของนายกรัฐมาตรี (น้องสาวอดีตนายกทักษิณ) ที่พูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง จนมีประชาชนกร่นด่าและให้ฉายามากมาย ความจริงถ้าเธอไม่เป็นอย่างที่เข้าตั้งสมัญญา คนธรรมดาสามัญ ที่มีสำนึกผิด ถูก ที่เกิดจากจิตสำนึกธรรมชาติ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่เนื่องจากเธอหาได้มีความเป็นตัวของตัวเองไม่ อาจเกิดจากวิญญาณร้ายเข้าครอบงำ สิ่งสู่ จึงไม่สมปะฤดี เหมือนร่างทรง กระทำตนตามคำแนะนำของพี่เลี้ยง แต่บังเอิญเธอไม่ได้ถูกเทพเจ้าเข้าสิ่ง แต่ถูกมารร้ายเข้าสิ่ง เธอจึงป้ำๆเป๋อๆ อย่างไรไม่รู้ พูดเองไม่ได้ต้องอาศัยลายแทง

การที่รัฐสภา เร่งรีบผ่านวาระสาม ในตอนตีสี่ ของวันที่สองตุลาคม 2556  เหมือนประชาชนทั้งประเทศถูกลักหลับ และเนื้อหาของพรบ.นั้น เอื้อประโยชน์ให้พี่ชายของนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่นายกก็บอกว่าไม่ทราบ เป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่มีอำนาจ มันยิ่งเหมือนตบหน้าประชาชน ตนเองโง่ยังไม่พอ ยังมาบังคับให้คนอื่นโง่ไปด้วยกระนั้นหรือ หลากหลายคำพูด หลากหลายพฤติกรรมของรัฐบาลและรัฐสภา ที่ประชาชนเก็บกดมาเป็นเวลา 2ปี กว่า มันก็ระเบิดออกมา ไม่ต้องโทษใคร ที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและรัฐสภาเสียงข้างมากของคุณยังไงละ…ทักษิณ …. คุณ ลูกคุณ น้องสาวคุณ และข้าทาสบริวารของคุณทั้งนั้น ที่เรียกแขก..มันเป็นเวรเป็นกรรมที่คุณและคณะของคุณต้องรับกรรม…

นางสาวรสนา  โตสิตระกูล  สว.สรรหา อภิปราย พรบ.นิรโทษกรรม

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s